ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่
1:1
ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า
1:2
ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า
1:3
พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ
1:4
พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์
1:5
ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่
1:6
มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น
1:7
ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน
1:8
ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น
1:9
ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้ แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก
1:10
พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่
1:11
พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์
1:12
แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า
1:13
ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า
1:14
พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
1:15
ยอห์นได้เป็นพยานให้แก่พระองค์ และร้องประกาศว่า
"
นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า
"
1:16
และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์ เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ
1:17
เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์
1:18
ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในพระทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว
1:19
นี่เป็นคำพยานของยอห์น คือเมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า
"
ท่านคือผู้ใด
"
1:20
ท่านได้ยอมรับ ท่านมิได้ปฏิเสธ คือได้ยอมรับว่า
"
ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์
"
1:21
เขาทั้งหลายจึงถามว่า
"
ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์หรือ
"
ท่านตอบว่า
"
ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์
" "
ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นหรือ
"
และท่านตอบว่า
"
มิได้
"
1:22
คนเหล่านั้นจึงถามว่า
"
ท่านเป็นใคร ขอให้เราได้รับคำตอบเพื่อจะได้ไปบอกผู้ที่ใช้เรามา ท่านกล่าวว่าท่านเป็นใคร
"
1:23
ท่านตอบว่า
"
เราเป็นเสียงของผู้ที่ร้องประกาศในถิ่นทุรกันดารว่า
"
จงกระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป ตามที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้
"
1:24
ฝ่ายผู้ที่พวกฟาริสีส่งไปนั้น
1:25
เขาเหล่านั้นก็ได้ถามท่านว่า
"
ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์ หรือเอลียาห์ หรือผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ทำไมท่านจึงทำพิธีบัพติศมา
{
พิธีชำระใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ เล็งถึงการที่พระเจ้าทรงให้อภัยคนบาป
}"
1:26
ยอห์นได้ตอบเขาเหล่านั้นว่า
"
ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก
1:27
พระองค์นั้นแหละมาภายหลังข้าพเจ้า แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้
"
1:28
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานีฟากแม่น้ำจอร์แดน ข้างตะวันออกอันเป็นที่ซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่
1:29
วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า
"
จงดูพระเมษโปดก
{
คำศัพท์แปลว่า ลูกแกะ
}
ของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย
1:30
พระองค์นี้แหละที่ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า
"
ภายหลังข้าพเจ้า จะมีผู้หนึ่งเสด็จมาเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า
"
1:31
ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้รู้จักพระองค์ แต่เพื่อให้พระองค์ทรงเป็นที่ประจักษ์แก่พวกอิสราเอล ข้าพเจ้าจึงได้มาให้บัพติศมาด้วยน้ำ
"
1:32
และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า
"
ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณเหมือนดังนกพิราบ เสด็จลงมาจากสวรรค์และทรงสถิตบนพระองค์
1:33
ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์ แต่พระองค์ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า
"
เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตอยู่บนผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นผู้ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
"
1:34
และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วและได้เป็นพยานว่า พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า
"
1:35
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน
1:36
และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า
"
จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า
"
1:37
สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป
1:38
พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป จึงตรัสถามเขาว่า
"
ท่านหาอะไร
"
และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า
"
รับบี
(
ซึ่งแปลว่าอาจารย์
)
ท่านอยู่ที่ไหน
"
1:39
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า
"
มาดูเถิด
"
เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
1:40
คนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินยอห์นพูดและได้ติดตามพระองค์ไปนั้น คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร
1:41
แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า
"
เราได้พบพระเมสสิยาห์
{
คำภาษาฮีบรูและคำภาษากรีก หมายความว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม
}
แล้ว
" (
ซึ่งแปลว่าพระคริสต์
)
1:42
อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู พระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรัสว่า
"
ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส
" (
ซึ่งแปลว่าศิลา
)
1:43
รุ่งขึ้นพระเยซูตั้งพระทัยจะเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี พระองค์ทรงพบฟีลิปจึงตรัสกับเขาว่า
"
จงตามเรามา
"
1:44
ฟีลิปมาจากเบธไซดาเมืองของอันดรูว์และเปโตร
1:45
ฟีลิปไปหานาธานาเอลบอกเขาว่า
"
เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง คือ พระเยซู ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ
"
1:46
นาธานาเอลถามเขาว่า
"
สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ
"
ฟีลิปตอบว่า
"
มาดูเถิด
"
1:47
พระเยซูทรงเห็นนาธานาเอลมาหา พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องของตัวเขาว่า
"
ดูเถิด ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย
"
1:48
นาธานาเอลทูลถามพระองค์ว่า
"
พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร
"
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน
"
1:49
นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า
"
รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล
"
1:50
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
เพราะเราบอกท่านว่า เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นท่านจึงเชื่อหรือ ท่านจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นอีก
"
1:51
และพระองค์ตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์
"
2:1
วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น
2:2
พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น
2:3
เมื่อเหล้าองุ่น
{
เครื่องดื่มที่ชาวปาเลสไตน์ดื่มกันเป็นประจำ แม้ว่าในพระคริสตธรรมคัมภีรไม่บัญญัติห้ามดื่มเหล้าองุ่น แต่ก็มีคำเตือน ไม่ให้ดื่มเหล้าองุ่นจนเกิดความเสียหาย
}
หมดแล้ว มารดาของพระเยซูทูลพระองค์ว่า
"
เขาไม่มีเหล้าองุ่น
"
2:4
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
หญิงเอ๋ย ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังไม่มาถึง
"
2:5
มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้ว่า
"
จงกระทำตามที่ท่านสั่งเจ้าเถิด
"
2:6
มีโอ่งหินตั้งอยู่ที่นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว จุน้ำโอ่งละสี่ห้าถัง
2:7
พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า
"
จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด
"
และเขาก็ตักน้ำเต็มโอ่งเสมอปาก
2:8
แล้วพระองค์ตรัสสั่งเขาว่า
"
จงตักเอาไปให้เจ้าภาพเถิด
"
เขาก็เอาไปให้
2:9
เมื่อเจ้าภาพชิมน้ำที่กลายเป็นเหล้าองุ่นแล้ว และไม่รู้ว่ามาจากไหน
(
แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้
)
เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา
2:10
และพูดกับเขาว่า
"
ใครๆเขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่ไม่สู้ดีมา แต่ท่านเก็บเหล้าองุ่นอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้
"
2:11
นี่เป็นการกระทำอันเป็นหมายสำคัญครั้งแรกของพระเยซู ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ และสาวกของพระองค์ก็ได้วางใจในพระองค์
2:12
ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระองค์ก็เสด็จต่อไปยังเมืองคาเปอรนาอุม พร้อมกับมารดาและน้องชายและสาวกของพระองค์ และอยู่ที่นั่นเพียงไม่กี่วัน
2:13
เทศกาลปัสกา
{
เทศกาลของพวกยิว เพื่อระลึกถึง การที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ชาติของตน ให้พ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์
}
ของพวกยิวใกล้เข้ามาแล้ว พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
2:14
ในบริเวณพระวิหารพระองค์ทรงเห็นคนขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่
2:15
พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน
2:16
และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า
"
จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย
"
2:17
พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่เขียนไว้ว่า
"
ความร้อนใจ ในเรื่องพระนิเวศของพระองค์จะท่วมท้นข้าพระองค์
2:18
พวกยิวจึงทูลพระองค์ว่า
"
ท่านจะแสดงนิมิตอะไรให้เราเห็นว่า ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้
"
2:19
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า
"
ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน
"
2:20
พวกยิวจึงทูลว่า
"
พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ
"
2:21
แต่พระวิหารที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์
2:22
เหตุฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ตรัสดังนี้ และเขาก็เชื่อพระคัมภีรและพระดำรัสที่พระเยซูได้ตรัสแล้วนั้น
2:23
เมื่อพระองค์ประทับ ณกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ
2:24
แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น
2:25
เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์
3:1
มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัส เป็นขุนนางของพวกยิว
3:2
ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า
"
ท่านอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย
"
3:3
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่
{
หรือ จากเบื้องบน
}
ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้
"
3:4
นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า
"
คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ
"
3:5
พระเยซูตรัสว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้
3:6
ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ
3:7
อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่
3:8
ลม
{
ภาษากรีกเป็นคำเดียวกัน แปลได้ทั้งลมและวิญญาณ
}
ใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน
"
3:9
นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า
"
เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้
"
3:10
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ
3:11
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้ และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่
3:12
ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร
3:13
ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์ นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์
3:14
โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
3:15
เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์
"
3:16
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
3:17
เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
3:18
ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
3:19
หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม
3:20
เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ
3:21
แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง เพื่อให้เห็นว่า การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า
3:22
หลังจากนั้น พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์ และทรงประทับที่นั่นกับเขา และทรงให้บัพติศมา
3:23
ยอห์นก็ให้บัพติศมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม เพราะที่นั่นมีน้ำมาก และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา
3:24
เพราะยอห์นยังไม่ติดคุก
3:25
เกิดการโต้เถียงกันขึ้น ระหว่างสาวกของยอห์นและยิวผู้หนึ่ง เรื่องการชำระมลทิน
3:26
สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า
"
อาจารย์เจ้าข้า ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น นี่แน่ะ ท่านผู้นั้นให้บัพติศมา และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน
"
3:27
ยอห์นตอบว่า
"
ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา
3:28
ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้พูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์
3:29
ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว
3:30
พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง
"
3:31
พระองค์ผู้เสด็จมาจากเบื้องบนทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง ผู้ที่มาจากโลกก็เป็นฝ่ายโลก และพูดตามอย่างโลก พระองค์ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง
3:32
พระองค์ทรงเป็นพยานถึงสิ่งซึ่งพระองค์ทรงเห็นและทรงสดับ แต่ไม่มีผู้ใดรับคำพยานของพระองค์
3:33
ผู้ที่รับคำพยานของพระองค์ก็ประทับตราลงว่า พระเจ้าทรงสัตย์จริง
3:34
เพราะพระองค์ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มานั้น ทรงกล่าวพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระเจ้ามิได้ประทานพระวิญญาณอย่างจำกัด
3:35
พระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
3:36
ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา
4:1
เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า พวกฟาริสีได้ยินข่าวว่า พระองค์ทรงมีสาวกและให้บัพติศมามากกว่ายอห์น
4:2 (
ความจริงพระเยซูไม่ได้ทรงให้บัพติศมาเอง แต่สาวกของพระองค์เป็นผู้ให้
)
4:3
พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียและกลับไปยังแคว้นกาลิลีอีก
4:4
พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
4:5
พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่ง ชื่อสิคาร์ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรของตน
4:6
บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อย จึงประทับลงที่ข้างบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง
4:7
มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง
"
4:8
ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง
4:9
หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า
"
ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย
" (
เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย
)
4:10
พระเยซูตรัสตอบนางว่า
"
ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า
"
ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง
"
เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า
"
4:11
นางทูลพระองค์ว่า
"
ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำธำรงชีวิตนั้นมาจากไหน
4:12
ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย
"
4:13
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
4:14
แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์
"
4:15
นางทูลพระองค์ว่า
"
ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่
"
4:16
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
ไปเรียกผัวของเจ้ามานี่เถิด
"
4:17
นางทูลพระองค์ว่า
"
ดิฉันไม่มีผัวค่ะ
"
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
เจ้าพูดถูกแล้วว่าผัวไม่มี
4:18
เพราะเจ้าได้มีผัวห้าคนแล้ว และคนที่เจ้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ผัวของเจ้า เรื่องนี้เจ้าพูดจริง
"
4:19
นางทูลพระองค์ว่า
"
ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
4:20
บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม
"
4:21
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม
4:22
ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว
4:23
แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
4:24
พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
"
4:25
นางทูลพระองค์ว่า
"
ดิฉันทราบว่าพระมาซีฮา
(
ที่เรียกว่าพระคริสต์
)
จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา
"
4:26
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น
"
4:27
ขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง เขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า
"
พระองค์ทรงประสงค์อะไร
"
หรือ
"
ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง
"
4:28
หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองบอกคนทั้งปวงว่า
4:29 "
มาเถิดมาดูท่านผู้หนึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม
"
4:30
คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์
4:31
ในระหว่างนั้นพวกสาวกทูลเชิญพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า เชิญรับประทานเถิด
"
4:32
แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า
"
เรามีอาหารรับประทานที่ท่านทั้งหลายไม่รู้
"
4:33
พวกสาวกจึงถามกันว่า
"
มีใครเอาอาหารมาถวายพระองค์แล้วหรือ
"
4:34
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ
4:35
ท่านทั้งหลายว่า อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ว่าทุ่งนาเหลืองอร่าม ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว
4:36
คนเกี่ยวก็กำลังได้รับค่าจ้าง และกำลังส่ำสมพืชผลไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยวจะชื่นชมยินดีด้วยกัน
4:37
เพราะในเรื่องนี้คำที่กล่าวไว้นี้เป็นความจริง คือ
"
คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว
"
4:38
เราใช้ท่านทั้งหลายไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านมิได้ลงแรงทำ คนอื่นได้ลงแรงทำ และท่านได้รับประโยชน์จากแรงของเขา
"
4:39
ชาวสะมาเรียเป็นอันมากที่มาจากเมืองนั้น ได้มีศรัทธาในพระองค์เพราะคำพยานของหญิงผู้นั้นที่ว่า
"
ท่านเล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้ทำ
"
4:40
ฉะนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาถึงพระองค์เขาจึงทูลเชิญพระองค์ ให้ประทับอยู่กับเขา และพระองค์ก็ประทับที่นั่นสองวัน
4:41
และคนอื่นเป็นจำนวนมากได้วางใจ เพราะพระดำรัสของพระองค์
4:42
เขาเหล่านั้นพูดกับหญิงนั้นว่า
"
ตั้งแต่นี้ไปที่เราเชื่อนั้นมิใช่เพราะคำของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้ว่าท่านองค์นี้แหละเป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง
"
4:43
ครั้นล่วงไปสองวันพระองค์ก็เสด็จออกจากที่นั่นไปยังแคว้นกาลิลี
4:44
เพราะพระเยซูเองทรงเป็นพยานว่า ผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้รับเกียรติในเมืองของตน
4:45
ฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแคว้นกาลิลี ชาวกาลิลีได้ต้อนรับพระองค์ เพราะเขาได้เห็นทุกสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในเทศกาล ณกรุงเยรูซาเล็ม เพราะเขาทั้งหลายก็ได้ไปในเทศกาลนั้นด้วย
4:46
ฉะนั้นพระองค์จึงได้เสด็จไปยังหมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลีอีก อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น และที่เมืองคาเปอรนาอุมมีข้าราชการคนหนึ่ง บุตรชายของท่านป่วยหนัก
4:47
เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่า พระเยซูได้เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลีแล้ว ท่านจึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว
4:48
พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"
ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ท่านก็จะไม่เชื่อ
"
4:49
ข้าราชการผู้นั้นทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้าขอเสด็จไปก่อนที่บุตรของข้าพระองค์จะตาย
"
4:50
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
กลับไปเถิด บุตรของท่านจะไม่ตาย
"
ข้าราชการผู้นั้นเชื่อพระดำรัสที่พระเยซูตรัสกับท่าน จึงทูลลาไป
4:51
ขณะที่ท่านกลับไปนั้น พวกบ่าวของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า บุตรของท่านหายแล้ว
4:52
ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น และพวกบ่าวก็เรียนท่านว่า
"
ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง
"
4:53
บิดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่พระเยซูได้ตรัสกับตนว่า
"
บุตรของท่านจะไม่ตาย
"
และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย
4:54
นี่เป็นหมายสำคัญที่สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี
5:1
หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว และพระเยซูก็เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
5:2
ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง
5:3
ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก คนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่
{
สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มว่า คอยน้ำกระเพื่อม
}
5:4 {
ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า ลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น
}
5:5
ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว
5:6
เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้น และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาว่า
"
เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ
"
5:7
คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า
"
ท่านเจ้าข้าเมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไปคนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว
"
5:8
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าเดินไปเถิด
"
5:9
ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรค และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต
5:10
ดังนั้นพวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า
"
วันนี้เป็นวันสะบาโต ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดธรรมบัญญัติ
"
5:11
คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า
"
ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค ได้สั่งข้าพเจ้าว่า
"
จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด
"
5:12
เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า
"
คนที่สั่งเจ้าว่า
"
จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด
"
นั้นเป็นผู้ใด
"
5:13
คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก
5:14
ภายหลัง พระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารและตรัสกับเขาว่า
"
นี่แน่ะ เจ้าหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า
"
5:15
ชายคนนั้นก็ได้ออกไปบอกพวกยิวว่า ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น คือพระเยซู
5:16
เหตุฉะนั้นพวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นในวันสะบาโต
5:17
แต่พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
พระบิดาของเรายังทรงทำอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย
"
5:18
เหตุฉะนั้นพวกยิวยิ่งแสวงโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า
5:19
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย
5:20
เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ซึ่งท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ
5:21
เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น
5:22
เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร
5:23
เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตร เหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา
5:24
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
5:25 "
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต
5:26
เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น
5:27
และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษา เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์
5:28
อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
5:29
และจะได้ออกมา บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติชั่ว ก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา
5:30 "
เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
5:31
ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็ไม่จริง
5:32
มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้แก่เรา และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงเป็นพยานให้แก่เรานั้นเป็นความจริง
5:33
ท่านทั้งหลายได้ใช้คนไปหายอห์น และยอห์นก็ได้เป็นพยานแก่ความจริง
5:34
มิใช่ว่าคำพยานซึ่งเราได้รับนั้นมาจากมนุษย์ แต่ที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายรอด
5:35
ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่งในความสว่างของยอห์นนั้น
5:36
แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้สำเร็จ งานนี้แหละที่เรากำลังทำอยู่ เป็นพยานให้แก่เราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา
5:37
และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานให้แก่เรา ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์
5:38
และท่านทั้งหลายไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้วางใจในพระองค์ผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น
5:39
ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา
5:40
แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต
5:41
เราไม่คอยรับเกียรติจากมนุษย์
5:42
แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน
5:43
เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา ถ้าผู้อื่นมาในนามของเขาเอง ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้นั้น
5:44
ผู้ที่ได้รับยศศักดิ์จากกันเอง และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้อย่างไร
5:45
อย่าคิดว่าเราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา มีผู้ฟ้องท่านแล้ว คือ โมเสส ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายหวังใจอยู่
5:46
ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านทั้งหลายก็คงจะเชื่อเรา เพราะโมเสสได้เขียนกล่าวถึงเรา
5:47
แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้
"
6:1
หลังจากนั้นพระเยซูก็เสด็จไปข้ามทะเลสาบกาลิลี คือทะเลทิเบเรียส
6:2
คนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นได้เห็นหมายสำคัญ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย
6:3
พระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขา และประทับกับเหล่าสาวกของพระองค์
6:4
ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยิวแล้ว
6:5
พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า
"
ทำอย่างไรเราจึงจะซื้ออาหารให้คนเหล่านี้กินได้
"
6:6
พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะลองใจฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่า พระองค์จะทรงกระทำประการใด
6:7
ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า
"
สองร้อยเหรียญเดนาริอัน
{
หนึ่งเหรียญเดนาริอัน เป็นเงินค่าจ้างคนงานให้ทำงานวันหนึ่ง
}
ก็ไม่พอซื้ออาหารให้เขากินกันคนละเล็กละน้อย
"
6:8
สาวกคนหนึ่งของพระองค์ คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า
6:9 "
ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้
"
6:10
พระเยซูตรัสว่า
"
ให้คนทั้งปวงนั่งลงเถิด
"
ที่นั่นมีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน
6:11
แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปังนั้น เมื่อโมทนาพระคุณแล้ว ก็ทรงแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา
6:12
เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า
"
จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น
"
6:13
เขาจึงเก็บเศษขนมบารลีห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้นใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็ม
6:14
เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นหมายสำคัญซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ เขาก็พูดกันว่า
"
แท้จริงท่านผู้นี้ เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นที่ทรงกำหนดให้มาในโลก
"
6:15
เมื่อพระเยซู ทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง
6:16
พอค่ำลงเหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ไปที่ทะเลสาบ
6:17
แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังคาเปอรนาอุม มืดแล้ว แต่พระเยซูก็ยังมิได้เสด็จไปถึงเขา
6:18
ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า
6:19
เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็เห็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้เรือ เขาต่างก็ตกใจกลัว
6:20
แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า
"
นี่เราเองแหละ อย่ากลัวเลย
"
6:21
ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรือด้วยความยินดี แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น
6:22
วันรุ่งขึ้นคนที่เหลืออยู่ฝั่งข้างโน้นเห็นว่า ก่อนนั้นมีเรืออยู่ที่นั่นเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก เหล่าสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น
6:23
แต่ก็มีเรือลำอื่นมาจากทิเบเรียสผ่านมา ใกล้ตำบลที่เขาได้กินขนมปังหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว
6:24
เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจึงลงเรือไปตามหาพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุม
6:25
ครั้นเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบข้างโน้นแล้ว เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า ท่านมาที่นี่เมื่อไร
"
6:26
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นหมายสำคัญ แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม
6:27
อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว
"
6:28
แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า
"
ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด จึงจะทำงานของพระเจ้าได้
"
6:29
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา
"
6:30
เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า
"
ถ้าเช่นนั้นท่านจะกระทำหมายสำคัญอะไร เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและวางใจในท่าน ท่านจะกระทำอะไรบ้าง
6:31
บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานา
{
อาหารที่พระเจ้าประทานให้ ดูอพยพ
:}
ในถิ่นทุรกันดาร ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า
"
ท่านได้ให้
{
ตามภาษาเดิม ข้อความนี้มีว่า
"
ท่านได้ให้
" (
ซึ่งหมายถึงโมเสสให้
)
หรือ
"
พระองค์ได้ประทานให้
" (
คือหมายถึงพระเจ้าประทานให้
)}
เขากินอาหารจากสวรรค์
6:32
พระเยซูก็ตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มิใช่โมเสสที่ให้อาหารจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน แต่พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์ ให้แก่ท่านทั้งหลาย
6:33
เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก
"
6:34
เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า
"
ท่านเจ้าข้า โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด
"
6:35
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย
6:36
แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านได้เห็นเราแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ
6:37
สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เรา จะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย
6:38
เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
6:39
และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด
6:40
เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
"
6:41
พวกยิวจึงซุบซิบกันเรื่องพระองค์ เพราะพระองค์ตรัสว่า
"
เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์
"
6:42
เขาทั้งหลายว่า
"
คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเซฟมิใช่หรือ พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก เหตุใดคนนี้จึงพูดว่า
"
เราได้ลงมาจากสวรรค์
"
6:43
พระเยซูตรัสตอบเขาเหล่านั้นว่า
"
อย่าซุบซิบกันเลย
6:44
ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา จะทรงชักนำให้เขามาและเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
6:45
มีคำเขียนไว้ในคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะว่า
"
พระเจ้าจะทรงสั่งสอนเขาทุกคน ทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง และได้เรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา
6:46
ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระบิดา นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้าท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว
6:47
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์
6:48
เราเป็นอาหารแห่งชีวิต
6:49
บรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต
6:50
แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ได้บริโภคแล้วไม่ตาย
6:51
เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดบริโภคอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดเนื้อของเรา
"
6:52
แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า
"
ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร
"
6:53
พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อ และไม่ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน
6:54
ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
6:55
เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้
6:56
ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ผู้นั้นก็อยู่กับเราและเราอยู่กับเขา
6:57
พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเราผู้นั้นก็จะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น
6:58
นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนกับอาหารที่พวกบรรพบุรุษได้กินและสิ้นชีวิต ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์
"
6:59
คำเหล่านี้พระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม
6:60
เมื่อเหล่าสาวกของพระองค์หลายคนได้ฟังเช่นนั้นก็พูดว่า
"
ถ้อยคำเหล่านี้ยากนัก ใครจะฟังได้
"
6:61
แต่พระเยซูทรงตระหนักว่า เหล่าสาวกของพระองค์ซุบซิบกันถึงเรื่องนั้น จึงตรัสกับเขาว่า
"
เรื่องนี้ทำให้ท่านทั้งหลายลำบากใจหรือ
6:62
ถ้าท่านจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จขึ้นไปยังที่ที่ท่านอยู่แต่ก่อนนั้น ท่านจะว่าอย่างไร
6:63
จิตวิญญาณเป็นที่ให้มีชีวิต ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต
6:64
แต่ในพวกท่านมีบางคนที่ไม่เชื่อ
"
เพราะพระเยซูทรงทราบแต่แรกว่าผู้ใดไม่เชื่อพระองค์ และเป็นผู้ใดที่จะอายัดพระองค์ไว้
6:65
และพระองค์ตรัสว่า
"
เหตุฉะนั้นเราจึงได้บอกท่านทั้งหลายว่า
"
ไม่มีผู้ใดจะมาถึงเราได้ นอกจากพระบิดาจะทรงโปรดผู้นั้น
"
6:66
ตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนก็ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก
6:67
พระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า
"
ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ
"
6:68
ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์
6:69
และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ และมาทราบแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นองค์วิสุทธิ์ของพระเจ้า
"
6:70
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
เราเลือกพวกท่านสิบสองคนมิใช่หรือ และคนหนึ่งในพวกท่านเป็นมารร้าย
"
6:71
พระองค์ทรงหมายถึงยูดาสบุตรของซีโมน อิสคาริโอท เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่จะอายัดพระองค์ไว้ คือคนหนึ่งในสาวกสิบสองคน
7:1
หลังจากนั้นพระเยซูก็ได้เสด็จไปตามที่ต่างๆในแคว้นกาลิลี ไม่ประสงค์ที่จะเสด็จไปในแคว้นยูเดียเพราะพวกยิวหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์
7:2
ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลอยู่เพิงของพวกยิวแล้ว
7:3
พวกน้องๆของพระองค์จึงทูลพระองค์ว่า
"
ท่านจงออกจากที่นี่ไปยังแคว้นยูเดีย เพื่อให้เหล่าสาวกของท่านได้เห็นกิจการที่ท่านกำลังกระทำอยู่
7:4
เพราะว่าไม่มีผู้ใดแอบทำสิ่งใดเงียบๆเมื่อผู้นั้นอยากให้ตัวปรากฏ ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้ ก็จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่โลกเถิด
"
7:5
แม้พวกน้องๆของพระองค์ก็มิได้วางใจในพระองค์
7:6
พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า
"
ยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่เวลาของพวกท่านมีอยู่เสมอ
7:7
โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่ได้ แต่โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่าการงานของโลกนั้นชั่วร้าย
7:8
พวกท่านจงขึ้นไปในเทศกาลเถิด เราจะยังไม่ขึ้นไปในเทศกาลนั้น เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา
"
7:9
เมื่อตรัสเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีต่อไป
7:10
แต่เมื่อพวกน้องๆของพระองค์ขึ้นไปในงานเทศกาลนั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จตามขึ้นไปด้วย แต่ไปอย่างเงียบๆไม่เปิดเผย
7:11
พวกยิวมองหาพระองค์ในงานเทศกาลนั้นและถามว่า
"
คนนั้นอยู่ที่ไหน
"
7:12
และประชาชนก็ซุบซิบกันถึงพระองค์เป็นอันมาก บางคนพูดว่า
"
เขาเป็นคนดี
"
บางคนว่า
"
ไม่ใช่ เขาทำให้ประชาชนหลงผิดไป
"
7:13
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดถึงพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกยิว
7:14
ครั้นถึงวันกลางเทศกาลนั้น พระเยซูได้เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารและทรงสั่งสอน
7:15
พวกยิวพากันประหลาดใจและพูดว่า
"
คนนี้จะรู้พระธรรมได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยเรียนเลย
"
7:16
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า
"
คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
7:17
ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเราพูดตามใจชอบของเราเอง
7:18
ผู้ใดที่พูดตามใจชอบของตนเอง ผู้นั้นย่อมแสวงเกียรติสำหรับตนเอง แต่ผู้ที่แสวงเกียรติให้พระองค์ผู้ทรงใช้ตนมา ผู้นั้นแหละเป็นคนจริงไม่มีอธรรมเลย
7:19
โมเสสได้ให้ธรรมบัญญัติแก่ท่านทั้งหลายมิใช่หรือ แต่ไม่มีผู้ใดในพวกท่านประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ท่านทั้งหลายหาโอกาสที่จะฆ่าเราทำไม
"
7:20
คนเหล่านั้นตอบว่า
"
ท่านมีผีสิงอยู่ ใครเล่าที่หาโอกาสจะฆ่าท่าน
"
7:21
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
เราได้ทำสิ่งหนึ่ง และท่านทั้งหลายประหลาดใจในสิ่งนั้น
7:22
โมเสสได้ให้ท่านทั้งหลายเข้าสุหนัต
{
พิธีตัดหนังปลายองคชาติ เป็นพิธีรับผู้ชายเข้าศาสนายิว
} (
มิใช่ได้มาจากโมเสส แต่มาจากบรรพบุรุษ
)
และในวันสะบาโตท่านทั้งหลายก็ยังให้คนเข้าสุหนัต
7:23
ถ้าในวันสะบาโตคนเข้าสุหนัต เพื่อมิให้ล่วงละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสสแล้ว ท่านทั้งหลายจะโกรธเรา เพราะเราทำให้ชายผู้หนึ่งหายโรคเป็นปกติในวันสะบาโตหรือ
7:24
อย่าตัดสินตามที่เห็นภายนอก แต่จงตัดสินอย่างยุติธรรมเถิด
"
7:25
เพราะฉะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็มบางคนจึงพูดว่า
"
คนนี้มิใช่หรือที่เขาหาโอกาสจะฆ่าเสีย
7:26
นี่อย่างไรล่ะ ท่านกำลังพูดอยู่อย่างเปิดเผย และเขาทั้งหลายก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านเลย พวกเจ้าหน้าที่รู้แน่แล้วหรือว่า คนนี้เป็นพระคริสต์
7:27
แต่เรารู้ว่าคนนี้มาจากไหน เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น จะไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าพระองค์มาจากไหน
"
7:28
ดังนั้นพระเยซูจึงทรงประกาศ ขณะที่ทรงสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหารว่า
"
ท่านทั้งหลายรู้จักเรา และรู้ว่าเรามาจากไหน แต่เรามิได้มาตามลำพังเราเอง พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงสัตย์จริง แต่ท่านทั้งหลายไม่รู้จักพระองค์
7:29
เรารู้จักพระองค์ เพราะเรามาจากพระองค์และพระองค์ได้ทรงใช้เรามา
"
7:30
เขาทั้งหลายจึงหาโอกาสที่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์ เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
7:31
แต่มีหลายคนในหมู่ประชาชนนั้นได้วางใจในพระองค์ และพูดว่า
"
เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น พระองค์จะทรงกระทำหมายสำคัญมากยิ่งกว่าที่ผู้นี้ได้กระทำหรือ
"
7:32
เมื่อพวกฟาริสีได้ยินประชาชนซุบซิบกันเรื่องพระองค์อย่างนั้น พวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีจึงใช้เจ้าหน้าที่ไปจับพระองค์
7:33
พระเยซูตรัสว่า
"
เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายต่อไปอีกหน่อย แล้วจะกลับไปหาพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
7:34
ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา และที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะเข้าไปไม่ได้
"
7:35
พวกยิวจึงพูดกันว่า
"
คนนี้จะไปไหน ที่เราจะหาเขาไม่พบ เขาตั้งใจจะไปหาคนที่กระจัดกระจายไปอยู่ในหมู่พวกต่างชาติ และสั่งสอนพวกต่างชาติหรือ
7:36
เขาหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่า
"
ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา
"
และ
"
ที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะเข้าไปไม่ได้
"
7:37
ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า
"
ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม
7:38
ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า
"
แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น
""
7:39
สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ
7:40
เมื่อประชาชนได้ฟังดังนั้น บางคนก็พูดว่า
"
ท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นแน่
"
7:41
คนอื่นๆก็พูดว่า
"
ท่านผู้นี้เป็นพระคริสต์
"
แต่บางคนพูดว่า
"
พระคริสต์จะมาจากกาลิลีหรือ
7:42
พระคัมภีร์กล่าวไว้มิใช่หรือ ว่าพระคริสต์จะมาจากเชื้อพระวงศ์ของดาวิด และมาจากหมู่บ้านเบธเลเฮมชนบทซึ่งดาวิดเคยอยู่นั้น
"
7:43
เหตุฉะนั้นประชาชนจึงมีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องพระองค์
7:44
บางคนใคร่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์เลย
7:45
เจ้าหน้าที่จึงกลับไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี และพวกนั้นกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า
"
ทำไมเจ้าจึงไม่จับเขามา
"
7:46
เจ้าหน้าที่ตอบว่า
"
ไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนั้นเลย
"
7:47
พวกฟาริสีตอบเขาว่า
"
พวกเจ้าถูกชักจูงให้หลงไปด้วยแล้วหรือ
7:48
มีผู้ใดในหมู่เจ้าหน้าที่หรือพวกฟาริสีศรัทธาในผู้นั้นหรือ
7:49
แต่ประชาชนหมู่นี้ที่ไม่รู้ธรรมบัญญัติ ก็ต้องถูกสาปแช่งอยู่แล้ว
"
7:50
นิโคเดมัสผู้ที่ได้มาหาพระองค์คราวก่อนนั้น และเป็นคนหนึ่งในพวกเขา ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า
7:51 "
กฎหมายของเราตัดสินคนใดโดยที่ยังไม่ได้ฟังเขาก่อน และรู้ว่าเขาได้ทำอะไรบ้างหรือ
"
7:52
เขาทั้งหลายตอบนิโคเดมัสว่า
"
ท่านมาจากกาลิลีด้วยหรือ จงค้นหาดูเถิด แล้วท่านจะเห็นว่าไม่มีผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นมาจากกาลิลี
"
7:53 [
ต่างคนต่างกลับไปบ้านของตน
8:1
แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
8:2
ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา
8:3
พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน
8:4
เขาทูลพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
8:5
ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้
"
8:6
เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
8:7
และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า
"
ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน
"
8:8
แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
8:9
แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
8:10
พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า
"
หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ
"
8:11
นางนั้นทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย
"
และพระเยซูตรัสว่า
"
เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก
"]
สำเนาต้นฉบับหลายฉบับ ไม่มีข้อความใน
:-:
8:12
อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต
"
8:13
พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า
"
ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง
"
8:14
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน แต่พวกท่านไม่รู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน
8:15
ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามทางโลก เรามิได้พิพากษาผู้ใด
8:16
แต่ถึงแม้ว่าเราจะพิพากษา การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง เพราะเรามิได้พิพากษาโดยลำพัง แต่เราพิพากษาร่วมกับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
8:17
ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้
8:18
เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย
"
8:19
เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า
"
พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน
"
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ตัวเราก็ดี พระบิดาของเราก็ดี ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก ถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย
"
8:20
พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน เมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหาร แต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
8:21
พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า
"
เราจะจากไป และท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะตายเพราะบาปของท่าน ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้
"
8:22
พวกยิวจึงพูดกันว่า
"
เขาจะฆ่าตัวตายหรือ เพราะเขาพูดว่า
"
ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้
"
8:23
พระองค์ตรัสกับเขาว่า
"
ท่านทั้งหลายเป็นของเบื้องล่าง เราเป็นของเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ เราไม่ได้เป็นของโลกนี้
8:24
เราบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว
"
8:25
เขาถามพระองค์ว่า
"
ท่านคือใครเล่า
"
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น
8:26
เราก็ยังมีเรื่องอีกมากที่จะพูดและพิพากษาท่าน แต่พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงเป็นสัตย์จริง และสิ่งที่เราได้ยินจากพระองค์ เรากล่าวแก่โลก
"
8:27
เขาทั้งหลายไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสกับเขาถึงเรื่องพระบิดา
8:28
พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"
เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็จะรู้ว่าเราคือผู้นั้น และรู้ว่าเรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น
8:29
และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ
"
8:30
เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้ ก็มีคนเป็นอันมากวางใจในพระองค์
8:31
พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า
"
ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง
8:32
และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท
"
8:33
เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์ว่า
"
เราสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม และไม่เคยเป็นทาสใครเลย เหตุไฉนท่านจึงกล่าวว่า
"
ท่านทั้งหลายจะเป็นไท
"
8:34
พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป
8:35
ทาสมิได้อยู่ในครัวเรือนตลอดไป บุตรต่างหากอยู่ตลอดไป
8:36
เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ
8:37
เรารู้ว่าท่านทั้งหลายเป็นเชื้อสายของอับราฮัม แต่ท่านก็หาโอกาสที่จะฆ่าเราเสีย เพราะว่าท่านไม่เชื่อคำของเรา
8:38
เราพูดถึงสิ่งที่เราได้เห็น เมื่ออยู่กับพระบิดาของเรา และท่านทำสิ่งที่ท่านได้ยินมาจากพ่อของท่าน
"
8:39
เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า
"
อับราฮัมเป็นบิดาของเรา
"
พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
ถ้าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของอับราฮัมแล้ว ท่านก็จะทำสิ่งที่อับราฮัมได้กระทำ
8:40
แต่บัดนี้ท่านทั้งหลายหาโอกาส ที่จะฆ่าเรา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้บอกท่าน ถึงสัจจะที่เราได้ยินมาจากพระเจ้า อับราฮัมมิได้กระทำอย่างนี้
8:41
ท่านทั้งหลายย่อมกระทำสิ่งที่บิดาของท่านทำ
"
เขาทูลพระองค์ว่า
"
เรามิได้เกิดจากการล่วงประเวณี เรามีพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า
"
8:42
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้วท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้า และอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์ทรงใช้เรามา
8:43
เหตุไฉนท่านจึงไม่เข้าใจถ้อยคำที่เราพูด นั่นเป็นเพราะท่านทนฟังคำของเราไม่ได้
8:44
ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา
8:45
แต่ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อเรา เพราะเราพูดความจริง
8:46
มีผู้ใดในพวกท่านหรือที่ชี้ให้เห็นว่าเราได้ทำผิด ถ้าเราพูดความจริง ทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา
8:47
ผู้ที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายมิได้มาจากพระเจ้า เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ฟัง
"
8:48
พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า
"
ที่เราพูดว่า ท่านเป็นชาวสะมาเรียและมีผีสิงนั้นไม่จริงหรือ
"
8:49
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
เราไม่มีผีสิง แต่เราถวายพระเกียรติแด่พระบิดาของเรา และท่านลบหลู่เกียรติเรา
8:50
เรามิได้แสวงหาเกียรติของเราเอง แต่มีผู้หาให้ และพระองค์นั้นจะทรงพิพากษา
8:51
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดประพฤติตามคำของเรา ผู้นั้นจะไม่ประสบความตายเลย
"
8:52
พวกยิวทูลพระองค์ว่า
"
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่าท่านมีผีสิง อับราฮัมก็ตายไปแล้ว และพวกผู้เผยพระวจนะก็ตายไปแล้วเช่นเดียวกัน และท่านพูดว่า
"
ถ้าผู้ใดประพฤติตามคำของเรา ผู้นั้นจะไม่ชิมความตายเลย
"
8:53
ท่านเป็นใหญ่กว่าอับราฮัมบิดาของเราที่ตายไปแล้วหรือ พวกผู้เผยพระวจนะก็ตายไปแล้วด้วย ท่านอวดอ้างว่าท่านเป็นผู้ใดเล่า
"
8:54
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ถ้าเราให้เกียรติแก่ตัวเราเอง เกียรติของเราก็ไม่มีความหมาย พระองค์ผู้ทรงให้เกียรติแก่เรานั้นคือ พระบิดาของเรา ผู้ซึ่งพวกท่านกล่าวว่าเป็นพระเจ้าของพวกท่าน
8:55
ท่านไม่รู้จักพระองค์ แต่เรารู้จักพระองค์ ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่รู้จักพระองค์ เราก็จะเป็นคนมุสาเหมือนกับท่าน แต่เรารู้จักพระองค์ และประพฤติตามพระดำรัสของพระองค์
8:56
อับราฮัมบิดาของท่านชื่นชมยินดีที่จะได้เห็นวันของเรา และท่านก็ได้เห็นแล้วและมีความยินดี
"
8:57
พวกยิวก็ทูลพระองค์ว่า
"
ท่านอายุยังไม่ถึงห้าสิบปี และท่านเคยเห็นอับราฮัมหรือ
"
8:58
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิด
"
8:59
คนเหล่านั้นจึงหยิบก้อนหินขึ้นจะขว้างพระองค์ แต่พระเยซูทรงหลบและเสด็จออกไปจากบริเวณพระวิหาร
9:1
เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด
9:2
และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด
"
9:3
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา
9:4
เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้
9:5
ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก
"
9:6
เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนพระเขฬะลงที่ดิน แล้วทรงเอาพระเขฬะนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด
9:7
แล้วตรัสสั่งเขาว่า
"
จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด
" (
สิโลอัมแปลว่า ใช้ไป
)
เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้
9:8
เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นชายคนนั้น เป็นคนขอทานมาก่อนก็พูดกันว่า
"
คนนี้ใช่ไหมที่เคยนั่งขอทาน
"
9:9
บางคนก็พูดว่า
"
ใช่คนนั้นแหละ
"
คนอื่นว่า
"
ไม่ใช่ แต่เขาเหมือนคนนั้น
"
ตัวเขาเองพูดว่า
"
ข้าพเจ้าคือคนนั้น
"
9:10
เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า
"
ตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไร
"
9:11
เขาตอบว่า
"
ชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า
"
จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างโคลนออกเสีย
"
ข้าพเจ้าก็ได้ไปล้างตา จึงมองเห็นได้
"
9:12
เขาจึงถามว่า
"
ผู้นั้นอยู่ที่ไหน
"
คนนั้นบอกว่า
"
ข้าพเจ้าไม่ทราบ
"
9:13
เขาจึงพาคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริสี
9:14
วันที่พระเยซูทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอด เป็นวันสะบาโต
9:15
พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น และเขาบอกคนเหล่านั้นว่า
"
เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น
"
9:16
พวกฟาริสีบางคนพูดว่า
"
ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต
"
แต่คนอื่นพูดว่า
"
คนบาปจะทำหมายสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร
"
พวกเขาก็แตกแยกกัน
9:17
เขาจึงพูดกับคนตาบอดอีกว่า
"
เจ้าคิดอย่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้ทำให้ตาของเจ้าหายบอด
"
ชายคนนั้นตอบว่า
"
ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
"
9:18
พวกยิวไม่เชื่อว่าชายคนนั้นตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียก บิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา
9:19
แล้วถามว่า
"
ชายคนนี้เป็นบุตรของเจ้าหรือ ที่เจ้าบอกว่าตาบอดมาแต่กำเนิด ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น
"
9:20
บิดามารดาของชายคนนั้นตอบว่า
"
ข้าพเจ้าทราบว่าคนนี้เป็นบุตรของข้าพเจ้า และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด
9:21
แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น ใครทำให้ตาของเขาหายบอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาคงเล่าเรื่องของเขาเองได้
"
9:22
ที่บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้น ก็เพราะกลัวพวกยิวเพราะพวกยิวตกลงกันแล้วว่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องอเปหิผู้นั้นเสียจากธรรมศาลา
9:23
เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า
"
เขาโตแล้ว ถามตัวเขาเองเถิด
"
9:24
คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นมาหาเป็นครั้งที่สอง และบอกเขาว่า
"
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิดเรารู้อยู่ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป
"
9:25
เขาตอบว่า
"
ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบ ก็คือว่าข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้แล้ว
"
9:26
คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า
"
เขาทำอะไรกับเจ้าบ้าง เขาทำอย่างไรตาของเจ้าจึงหายบอด
"
9:27
ชายคนนั้นตอบเขาว่า
"
ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วและท่านไม่ฟัง ทำไมท่านจึงอยากฟังอีก อยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ
"
9:28
และเขาทั้งหลายจึงเย้ยชายคนนั้นว่า
"
เอ็งเป็นศิษย์ของเขา แต่เราเป็นศิษย์ของโมเสส
9:29
เรารู้ว่าพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส แต่คนนั้นเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน
"
9:30
ชายคนนั้นตอบว่า
"
เออ ช่างประหลาดจริงๆ ที่พวกท่านไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน แต่ท่านผู้นั้นก็ยังได้ทำให้ตาของข้าพเจ้าหายบอด
9:31
พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป แต่ถ้าผู้ใดยำเกรงพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น
9:32
ตั้งแต่เริ่มมีโลกมาแล้ว ไม่เคยมีใครได้ยินว่า มีผู้ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้
9:33
ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถทำได้
"
9:34
เขาทั้งหลายตอบคนนั้นว่า
"
เอ็งเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และเอ็งจะมาสอนเราหรือ
"
แล้วเขาจึงอเปหิคนนั้นเสีย
9:35
พระเยซูทรงได้ยินว่าเขาได้อเปหิคนนั้นเสียแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า
"
เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์หรือ
"
9:36
ชายคนนั้นทูลตอบว่า
"
ท่านเจ้าข้า ผู้ใดเป็นบุตรมนุษย์ ซึ่งข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ได้
"
9:37
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เจ้าได้เห็นท่านแล้ว ท่านผู้นั้นเองที่กำลังพูดอยู่กับเจ้า
"
9:38
เขาจึงทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจ
"
แล้วเขาก็กราบไหว้พระองค์
9:39
พระเยซูตรัสว่า
"
เราเข้ามาในโลกเพื่อแก่การพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด
"
9:40
เมื่อพวกฟาริสีที่อยู่ใกล้พระองค์ได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า
"
เราตาบอดด้วยหรือ
"
9:41
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ถ้าพวกท่านตาบอดพวกท่านก็จะไม่มีความผิดบาป แต่บัดนี้ท่านพูดว่า
"
เรามองเห็น
"
เหตุฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยังมีอยู่
9:1
เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด
9:2
และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด
"
9:3
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา
9:4
เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้
9:5
ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก
"
9:6
เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนพระเขฬะลงที่ดิน แล้วทรงเอาพระเขฬะนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด
9:7
แล้วตรัสสั่งเขาว่า
"
จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด
" (
สิโลอัมแปลว่า ใช้ไป
)
เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้
9:8
เพื่อนบ้านและบรรดาคนที่เคยเห็นชายคนนั้น เป็นคนขอทานมาก่อนก็พูดกันว่า
"
คนนี้ใช่ไหมที่เคยนั่งขอทาน
"
9:9
บางคนก็พูดว่า
"
ใช่คนนั้นแหละ
"
คนอื่นว่า
"
ไม่ใช่ แต่เขาเหมือนคนนั้น
"
ตัวเขาเองพูดว่า
"
ข้าพเจ้าคือคนนั้น
"
9:10
เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า
"
ตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไร
"
9:11
เขาตอบว่า
"
ชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า
"
จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างโคลนออกเสีย
"
ข้าพเจ้าก็ได้ไปล้างตา จึงมองเห็นได้
"
9:12
เขาจึงถามว่า
"
ผู้นั้นอยู่ที่ไหน
"
คนนั้นบอกว่า
"
ข้าพเจ้าไม่ทราบ
"
9:13
เขาจึงพาคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริสี
9:14
วันที่พระเยซูทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอด เป็นวันสะบาโต
9:15
พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น และเขาบอกคนเหล่านั้นว่า
"
เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น
"
9:16
พวกฟาริสีบางคนพูดว่า
"
ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต
"
แต่คนอื่นพูดว่า
"
คนบาปจะทำหมายสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร
"
พวกเขาก็แตกแยกกัน
9:17
เขาจึงพูดกับคนตาบอดอีกว่า
"
เจ้าคิดอย่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้ทำให้ตาของเจ้าหายบอด
"
ชายคนนั้นตอบว่า
"
ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
"
9:18
พวกยิวไม่เชื่อว่าชายคนนั้นตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียก บิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา
9:19
แล้วถามว่า
"
ชายคนนี้เป็นบุตรของเจ้าหรือ ที่เจ้าบอกว่าตาบอดมาแต่กำเนิด ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น
"
9:20
บิดามารดาของชายคนนั้นตอบว่า
"
ข้าพเจ้าทราบว่าคนนี้เป็นบุตรของข้าพเจ้า และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด
9:21
แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น ใครทำให้ตาของเขาหายบอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาคงเล่าเรื่องของเขาเองได้
"
9:22
ที่บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้น ก็เพราะกลัวพวกยิวเพราะพวกยิวตกลงกันแล้วว่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องอเปหิผู้นั้นเสียจากธรรมศาลา
9:23
เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า
"
เขาโตแล้ว ถามตัวเขาเองเถิด
"
9:24
คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นมาหาเป็นครั้งที่สอง และบอกเขาว่า
"
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิดเรารู้อยู่ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป
"
9:25
เขาตอบว่า
"
ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบ ก็คือว่าข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้แล้ว
"
9:26
คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า
"
เขาทำอะไรกับเจ้าบ้าง เขาทำอย่างไรตาของเจ้าจึงหายบอด
"
9:27
ชายคนนั้นตอบเขาว่า
"
ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วและท่านไม่ฟัง ทำไมท่านจึงอยากฟังอีก อยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ
"
9:28
และเขาทั้งหลายจึงเย้ยชายคนนั้นว่า
"
เอ็งเป็นศิษย์ของเขา แต่เราเป็นศิษย์ของโมเสส
9:29
เรารู้ว่าพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส แต่คนนั้นเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน
"
9:30
ชายคนนั้นตอบว่า
"
เออ ช่างประหลาดจริงๆ ที่พวกท่านไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน แต่ท่านผู้นั้นก็ยังได้ทำให้ตาของข้าพเจ้าหายบอด
9:31
พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป แต่ถ้าผู้ใดยำเกรงพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น
9:32
ตั้งแต่เริ่มมีโลกมาแล้ว ไม่เคยมีใครได้ยินว่า มีผู้ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้
9:33
ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถทำได้
"
9:34
เขาทั้งหลายตอบคนนั้นว่า
"
เอ็งเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และเอ็งจะมาสอนเราหรือ
"
แล้วเขาจึงอเปหิคนนั้นเสีย
9:35
พระเยซูทรงได้ยินว่าเขาได้อเปหิคนนั้นเสียแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า
"
เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์หรือ
"
9:36
ชายคนนั้นทูลตอบว่า
"
ท่านเจ้าข้า ผู้ใดเป็นบุตรมนุษย์ ซึ่งข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ได้
"
9:37
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เจ้าได้เห็นท่านแล้ว ท่านผู้นั้นเองที่กำลังพูดอยู่กับเจ้า
"
9:38
เขาจึงทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจ
"
แล้วเขาก็กราบไหว้พระองค์
9:39
พระเยซูตรัสว่า
"
เราเข้ามาในโลกเพื่อแก่การพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด
"
9:40
เมื่อพวกฟาริสีที่อยู่ใกล้พระองค์ได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า
"
เราตาบอดด้วยหรือ
"
9:41
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ถ้าพวกท่านตาบอดพวกท่านก็จะไม่มีความผิดบาป แต่บัดนี้ท่านพูดว่า
"
เรามองเห็น
"
เหตุฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยังมีอยู่
10:1 "
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร
10:2
แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ
10:3
นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป
10:4
เมื่อท่านต้อนแกะของท่าน ออกไปหมดแล้ว ก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน
10:5
ส่วนผู้อื่นแกะจะไม่ตามเลย แต่จะหนีไปจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น
"
10:6
คำเปรียบนั้นพระเยซูได้ตรัสกับเขาทั้งหลาย แต่เขาไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัส ที่พระองค์ตรัสกับเขาเลย
10:7
พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย
10:8
บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร แต่ฝูงแกะก็มิได้ฟังเขา
10:9
เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร
10:10
ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์
10:11
เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
10:12
ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ และฝูงแกะไม่เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป
10:13
เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย
10:14
เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา
10:15
ดังที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา และชีวิตของเรา เราสละเพื่อแกะ
10:16
แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่ แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว
10:17
ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก
10:18
ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก คำกำชับนี้ เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา
"
10:19
พระดำรัสนี้ทำให้พวกยิวแตกแยกกันอีก
10:20
พวกเขาหลายคนพูดว่า
"
เขามีผีสิงและเป็นบ้า ไปฟังเขาทำไม
"
10:21
พวกอื่นก็พูดว่า
"
คำอย่างนี้ไม่เป็นคำของผู้ที่มีผีสิง ผีจะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ
"
10:22
ขณะนั้นเป็นเทศกาลฉลองพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม
10:23
เป็นฤดูหนาว พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในบริเวณพระวิหารที่เฉลียงของซาโลมอน
10:24
พวกยิวก็พากันมาห้อมล้อมพระองค์และทูลว่า
"
จะให้ใจเราแขวนอยู่นานสักเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ก็จงบอกเราให้ชัดแจ้งเถิด
"
10:25
พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วและท่านไม่เชื่อ สิ่งซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเรา ก็เป็นพยานให้แก่เรา
10:26
แต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อเพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา
10:27
แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา
10:28
เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้
10:29
พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้น ไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้
10:30
เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
"
10:31
พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย
10:32
พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"
เราได้สำแดงให้ท่านเห็นการดีหลายประการ ของพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตาย เพราะการกระทำข้อใดเล่า
"
10:33
พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า
"
เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า
"
10:34
พระเยซูตรัสว่า
"
ในพระธรรมของท่านมีคำเขียนไว้มิใช่หรือว่า
"
เราได้กล่าวว่าท่านทั้งหลายเป็นพระ
10:35
ถ้าพระธรรมนั้นเรียกผู้ที่รับพระวจนะของพระเจ้าว่า เขาเป็นพระ
(
และจะฝ่าฝืนพระคัมภีร์ไม่ได้
)
10:36
ท่านทั้งหลายจะกล่าวหาท่านที่พระบิดาได้ทรงตั้งไว้ และทรงใช้เข้ามาในโลกว่า
"
ท่านกล่าวคำหมิ่นประมาทพระเจ้า
"
เพราะเราได้กล่าวว่า
"
เราเป็นบุตรของพระเจ้า
"
อย่างนั้นหรือ
10:37
ถ้าเราไม่ปฏิบัติพระราชกิจของพระบิดาของเรา ก็อย่าวางใจในเราเลย
10:38
แต่ถ้าเราปฏิบัติพระราชกิจนั้น แม้ว่าท่านมิได้วางใจในเรา ก็จงวางใจเพราะพระราชกิจนั้นเถิด เพื่อท่านจะได้รู้และเข้าใจว่าพระบิดาทรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา
"
10:39
พวกเขาพยายามจะจับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง แต่พระองค์ทรงรอดพ้นจากมือเขาไปได้
10:40
พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์แดนอีก และไปถึงตำบลที่เมื่อก่อนนั้นยอห์นให้บัพติศมา และพระองค์ทรงพักอยู่ที่นั่น
10:41
คนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ กล่าวว่า
"
ยอห์นมิได้ทำหมายสำคัญใดๆเลย แต่ทุกสิ่งซึ่งยอห์นได้กล่าวถึงท่านผู้นี้เป็นความจริง
"
10:42
และมีคนหลายคนที่นั่นได้วางใจในพระองค์
11:1
มีชายคนหนึ่ง ชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็นชนบทที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น
11:2
มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมพระองค์ และเอาผมของนางเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่
11:3
ดังนั้นพี่สาวทั้งสอง จึงให้คนไปเฝ้าพระเยซูทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่
"
11:4
แต่เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า
"
โรคนั้นจะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น
"
11:5
พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส
11:6
ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน
11:7
หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกว่า
"
เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด
"
11:8
พวกสาวกทูลพระองค์ว่า
"
พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็วๆนี้ พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ
"
11:9
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้
11:10
แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา
"
11:11
พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า
"
ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว แต่เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้ตื่น
"
11:12
พวกสาวกทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ถ้าเขาหลับอยู่เขาก็คงจะหายดี
"
11:13
พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน
11:14
ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า
"
ลาซารัสตายแล้ว
11:15
เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลายเราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น เพื่อท่านจะได้เชื่อ เราไปหาเขากันเถิด
"
11:16
โธมัสที่เรียกว่า แฝดจึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า
"
พวกเราไปกับพระองค์ด้วยเถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์
"
11:17
ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึง ก็ทรงทราบว่าเขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว
11:18
หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร
11:19
พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์ เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ
11:20
ครั้นมารธารู้ข่าวว่า พระเยซูกำลังเสด็จมาเธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์ แต่มารีย์นั่งอยู่ในเรือน
11:21
มารธาทูลพระเยซูว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย
11:22
ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าสิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์
"
11:23
พระเยซูตรัสกับนางว่า
"
น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก
"
11:24
มารธาทูลพระองค์ว่า
"
ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย เมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา
"
11:25
พระเยซูตรัสกับเธอว่า
"
เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก
11:26
และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม
"
11:27
มารธาทูลพระองค์ว่า
"
เชื่อพระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมาในโลก
"
11:28
เมื่อเธอทูลดังนี้แล้ว เธอก็กลับไปเรียกมารีย์น้องสาว กระซิบว่า
"
พระอาจารย์เสด็จมาแล้ว และทรงเรียกเจ้า
"
11:29
เมื่อมารีย์ได้ยินแล้วเธอก็รีบลุกขึ้นไปเฝ้าพระองค์
11:30
ฝ่ายพระเยซูยังไม่เสด็จเข้าไปในหมู่บ้าน แต่ยังประทับอยู่ ณ ที่ซึ่งมารธาพบพระองค์นั้น
11:31
เมื่อพวกยิวที่อยู่กับมารีย์ในเรือนกำลังปลอบโยนเธออยู่ เห็นมารีย์รีบลุกขึ้นเดินออกไป เขาทั้งหลายจึงตามเธอไป นึกว่าเธอจะไปร้องไห้ที่อุโมงค์
11:32
ครั้นมารีย์มาถึงที่ซึ่งพระเยซูประทับอยู่และเห็นพระองค์แล้ว จึงกราบลงที่พระบาทของพระองค์ทูลว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์ประทับอยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย
"
11:33
เมื่อพระเยซูทรงเห็นเธอร้องไห้ และพวกยิวที่มากับเธอก็ร้องไห้ด้วย พระองค์ก็ทรงสะเทือนพระทัยและทรงเป็นทุกข์
11:34
พระองค์ตรัสว่า
"
พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้ที่ไหน
"
เขาทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า เชิญเสด็จมาดูเถิด
"
11:35
พระเยซูทรงพระกันแสง
{
ราชาศัพท์ แปลว่า ร้องไห้
}
11:36
พวกยิวจึงกล่าวว่า
"
ดูซิพระองค์ทรงรักเขาเพียงไร
"
11:37
แต่บางคนก็พูดว่า
"
ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ
"
11:38
พระเยซูทรงสะเทือนพระทัยอีกจึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์นั้นเป็นถ้ำ มีหินก้อนหนึ่งวางปิดปากไว้
11:39
พระเยซูตรัสว่า
"
จงเอาหินออกเสีย
"
มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว
"
11:40
พระเยซูตรัสกับเธอว่า
"
เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
"
11:41
พวกเขาจึงเอาหินออก พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า
"
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์
11:42
ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา
"
11:43
เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า
"
ลาซารัสเอ๋ย ออกมาเถิด
"
11:44
ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย แล้วปล่อยเขาเถิด
"
11:45
ดังนั้นพวกยิวหลายคนที่มาหามารีย์ และได้เห็นการกระทำของพระเยซู ก็วางใจในพระองค์
11:46
แต่พวกเขาบางคนไปหาพวกฟาริสี เล่าเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำให้ฟัง
11:47
ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิต และพวกฟาริสีก็เรียกประชุมสมาชิกสภาแล้วว่า
"
เราจะทำอย่างไรกัน เพราะว่าชายผู้นี้ทำสิ่งที่เป็นหมายสำคัญหลายประการ
11:48
ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้ คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา
"
11:49
แต่คนหนึ่งในพวกเขา ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า
"
ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย
11:50
และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่ง แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ
"
11:51
เขามิได้กล่าวอย่างนั้นตามใจชอบ แต่เพราะว่าเขาเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น จึงกล่าวเป็นคำพยากรณ์ว่าพระเยซูจะสิ้นพระชนม์แทนชนชาตินั้น
11:52
และมิใช่แทนชนชาตินั้นอย่างเดียว แต่เพื่อจะรวบรวมบุตรทั้งหลายของพระเจ้า ที่กระจัดกระจายไปนั้นให้เข้าเป็นพวกเดียวกัน
11:53
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาทั้งหลายจึงคิดอ่านจะฆ่าพระองค์เสีย
11:54
เหตุฉะนั้นพระเยซูจึงไม่เสด็จในหมู่พวกยิวอย่างเปิดเผยอีก แต่ได้เสด็จออกจากที่นั่น ไปยังถิ่นที่อยู่ใกล้ถิ่นทุรกันดาร ถึงเมืองหนึ่งชื่อเอฟราอิม และทรงพักอยู่ที่นั่นกับพวกสาวก
11:55
ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลปัสกาของพวกยิวแล้ว และคนเป็นอันมากได้ออกจากหัวเมืองนั้นขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ก่อนเทศกาลปัสกาเพื่อจะชำระตัว
11:56
เขาทั้งหลายพากันมองหาพระเยซู และเมื่อเขาทั้งหลายยืนอยู่ในบริเวณพระวิหาร เขาก็พูดกันว่า
"
ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร พระองค์จะไม่เสด็จมาในงานเทศกาลนี้หรือ
"
11:57
ฝ่ายพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีได้ออกคำสั่งไว้ว่า ถ้าผู้ใดรู้ว่าพระองค์อยู่ที่ไหน ก็ให้มาบอกพวกเขาเพื่อจะได้ไปจับพระองค์
12:1
ก่อนปัสกาหกวัน พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็นที่อยู่ของลาซารัสผู้ซึ่งพระองค์ทรงให้ฟื้นขึ้นจากตาย
12:2
ที่นั่นเขาจัดงานเลี้ยงพระองค์ มารธาก็ปรนนิบัติอยู่ และลาซารัสก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์
12:3
มารีย์เอาน้ำมันหอมนารดาบริสุทธิ์หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ เรือนก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันนั้น
12:4
แต่สาวกคนหนึ่งของพระองค์ ชื่อยูดาสอิสคาริโอท
(
คือคนที่จะอายัดพระองค์ไว้
)
พูดว่า
12:5 "
เหตุไฉนจึงไม่ขายน้ำมันนั้นเป็นเงินสักสามร้อยเดนาริอัน
{
ดูหมายเหตุ บทที่ข้อ
}
แล้วแจกให้แก่คนจน
"
12:6
เขาพูดอย่างนั้นมิใช่เพราะเขาเอาใจใส่คนจน แต่เพราะเขาเป็นคนหัวขโมย คือเขาได้ถือกล่องเก็บเงินและได้ยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป
12:7
พระเยซูตรัสว่า
"
ช่างเขาเถิดให้เขาเก็บน้ำมันนี้ไว้จนถึงวันฝังศพของเรา
12:8
เพราะว่ามีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ
"
12:9
ฝ่ายพวกยิวเป็นอันมากรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น จึงมาเฝ้าพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่พระเยซูเท่านั้น แต่อยากเห็นลาซารัสผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงให้ฟื้นขึ้นมาจากตายด้วย
12:10
ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตจึงคิดจะฆ่าลาซารัสเสียด้วย
12:11
เพราะลาซารัสเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้พวกยิวหลายคนออกจากพวกเขาไปเชื่อถือพระเยซู
12:12
วันรุ่งขึ้นเมื่อคนเป็นอันมากที่มาในงานเทศกาลนั้น ได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม
12:13
เขาก็พากันถือทางอินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์ ร้องว่า
"
โฮซันนา
{
ในที่นี้เป็นข้อความแสดงการสรรเสริญ
}
ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ พระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล ทรงพระเจริญ
"
12:14
และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า
12:15 "
ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดู กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา
12:16
ทีแรกพวกสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในเหตุการณ์นั้น แต่เมื่อพระเยซูทรงประสบเกียรติกิจแล้ว เขาจึงระลึกได้ว่ามีคำเช่นนั้นเขียนไว้กล่าวถึงพระองค์ และคนทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นถวายพระองค์
12:17
คนทั้งปวงซึ่งได้อยู่กับพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกลาซารัสให้ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ และทรงให้เขาฟื้นขึ้นมาจากความตายก็เป็นพยาน ในสิ่งที่เขาได้ยินและได้เห็น
12:18
เหตุที่ประชาชนพากันไปหาพระองค์ ก็เพราะเขาได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญนั้น
12:19
พวกฟาริสีจึงพูดกันว่า
"
ท่านเห็นไหมว่าท่านทำอะไรไม่ได้เลยดูซิ โลกตามเขาไปหมดแล้ว
"
12:20
ในหมู่คนทั้งหลายที่ขึ้นไปนมัสการในงานเทศกาลนั้น มีพวกกรีกบ้าง
12:21
พวกกรีกนั้นจึงไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี แล้วพูดกับเขาว่า
"
ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้าจะใคร่เห็นพระเยซู
"
12:22
ฟีลิปจึงไปบอกอันดรูว์ แล้วอันดรูว์กับฟีลิปจึงไปทูลพระเยซู
12:23
และพระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
ถึงเวลาแล้วที่บุตรมนุษย์จะประสบเกียรติกิจ
12:24
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก
12:25
ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์
12:26
ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น
12:27 "
บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์และเราจะพูดอย่างไร จะว่า
"
ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากการย์แห่งกาลนี้
{
แปลตามตัวว่า กิจการของเวลานี้ คือหมายถึง เวลาแห่งการทดลอง การทดสอบ และการทนทุกข์
} "
อย่างนั้นหรือ หามิได้ เพราะด้วยความประสงค์นี้เอง เราจึงมาถึงการย์แห่งกาลนี้
12:28
ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ
"
แล้วก็มีพระสุรเสียงดังมาจากฟ้าว่า
"
เราได้ให้รับเกียรติแล้ว และเราจะให้รับเกียรติอีก
"
12:29
คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ที่นั่นได้ยินเสียงนั้นและพูดว่าฟ้าร้อง คนอื่นๆก็พูดว่า
"
ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้กล่าวกับพระองค์
"
12:30
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
เสียงนั้นเกิดขึ้นเพื่อท่านทั้งหลาย ไม่ใช่เพื่อเรา
12:31
บัดนี้ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกนี้แล้ว เดี๋ยวนี้เจ้าโลกนี้จะถูกกำจัดออกไป
12:32
เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา
"
12:33
พระองค์ตรัสเช่นนั้นเพื่อสำแดงว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร
12:34
คนทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า
"
ข้าพเจ้าทราบจากพระธรรมว่า พระคริสต์จะอยู่เป็นนิตย์ เหตุไฉนท่านจึงว่า
"
บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น
"
บุตรมนุษย์นั้นคือผู้ใดเล่า
"
12:35
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ความสว่างจะอยู่ไปกับท่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง เมื่อยังมีความสว่างอยู่ก็จงเดินไปเถิด เกรงว่าความมืดจะตามมาทันท่าน ผู้ที่เดินอยู่ในความมืด ย่อมไม่รู้ว่าตนไปทางไหน
12:36
เมื่อท่านทั้งหลายมีความสว่าง ก็จงวางใจในความสว่างนั้น เพื่อจะได้เป็นลูกแห่งความสว่าง
"
เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงจากเขาไป และซ่อนพระองค์ให้พ้นจากพวกเขา
12:37
ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำหมายสำคัญหลายประการทีเดียวให้เขาเห็น เขาทั้งหลายก็ยังไม่วางใจในพระองค์
12:38
ทั้งนี้เพื่อจะสำเร็จตามคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะซึ่งว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ผู้ใดจะเชื่อสิ่งที่เราได้ประกาศ และพระกรของพระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใด
12:39
ฉะนั้นพวกเขาจึงเชื่อไม่ได้ เพราะอิสยาห์ได้กล่าวไว้อีกว่า
12:40 "
พระองค์ได้ทรงปิดตาของเขาทั้งหลาย และทำใจของเขาให้มืดมัวไป เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา และหันกลับมาให้เรารักษาเขาให้หาย
12:41
อิสยาห์กล่าวดังนี้ เพราะว่าท่านได้เห็นพระสิริของพระองค์ และได้กล่าวถึงพระองค์
12:42
อย่างไรก็ดีแม้ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนศรัทธาในพระองค์ แต่เขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี เขากลัวว่าจะถูกอเปหิออกจากธรรมศาลา
12:43
เพราะว่าเขารักการสรรเสริญของมนุษย์ มากกว่าการสรรเสริญของพระเจ้า
12:44
และพระเยซูทรงประกาศว่า
"
บรรดาผู้ที่วางใจในเรานั้น หาได้วางใจในเราเองไม่ แต่วางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
12:45
และผู้ที่เห็นเราก็เห็นพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
12:46
เราเข้ามาในโลกเป็นความสว่าง เพื่อทุกคนที่วางใจในเราจะมิได้อยู่ในความมืด
12:47
ถ้าผู้ใดได้ยินถ้อยคำของเราและไม่กระทำตาม เราก็ไม่พิพากษาผู้นั้น เพราะว่าเรามิได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด
12:48
ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย
12:49
เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามาพระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา
12:50
เรารู้ว่าพระบัญชาของพระองค์นั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ เหตุฉะนั้นสิ่งที่เราพูดนั้น เราก็พูดตามที่พระบิดาทรงบัญชาเรา
"
13:1
ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา พระองค์ทรงรักพวกของพระองค์ซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาจนถึงที่สุด
13:2
ขณะเมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น
(
มารได้ดลใจยูดาสอิสคาริโอท บุตรของซีโมน ให้อายัดพระองค์ไว้
)
13:3
พระเยซูทรงทราบว่าพระบิดาได้ประทานสิ่งทั้งปวงให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และจะไปหาพระเจ้า
13:4
พระองค์ทรงลุกขึ้นจากการรับประทานอาหาร ทรงถอดฉลองพระองค์ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัวคาดเอวของพระองค์
13:5
แล้วก็ทรงเทน้ำลงในอ่าง และทรงเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น
13:6
พระองค์ทรงมาถึงซีโมนเปโตร และเปโตรทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์หรือ
"
13:7
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
สิ่งที่เรากระทำในขณะนี้ท่านยังไม่รู้เรื่อง แต่ภายหลังท่านจะเข้าใจ
"
13:8
เปโตรทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์ไม่ได้
"
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านจะมีส่วนในเราไม่ได้
"
13:9
ซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้ามิใช่แต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่ขอทรงโปรดล้างทั้งมือและศีรษะด้วย
"
13:10
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน
"
13:11
เพราะพระองค์ทรงทราบว่าใครจะอายัดพระองค์ไว้ เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า
"
ท่านทั้งหลายไม่สะอาดทุกคน
"
13:12
เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าเขาทั้งหลายแล้ว พระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ และประทับลงตรัสกับเขาว่า
"
ท่านทั้งหลายเข้าใจ ในสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านหรือ
13:13
ท่านทั้งหลายเรียกเราว่าพระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น
13:14
ฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระอาจารย์ของท่านได้ล้างเท้าของพวกท่าน พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
13:15
เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย
13:16
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า บ่าวจะเป็นใหญ่กว่านายก็ไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่าผู้ที่ใช้เขาไปก็หามิได้
13:17
เมื่อท่านรู้ดังนี้แล้วและท่านประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข
13:18
เรามิได้พูดถึงพวกท่านสิ้นทุกคน เรารู้จักผู้ที่เราได้เลือกไว้แล้ว แต่จะต้องเป็นจริงตามข้อพระคัมภีร์ที่ว่า
"
ผู้ที่รับประทานอาหารของเราได้ยกส้นเท้าใส่เรา
"
13:19
เราบอกท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้ก่อนที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วท่านจะได้เชื่อว่าเราคือผู้นั้น
13:20
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ใดได้รับผู้ที่เราใช้ไป ผู้นั้นก็รับเราด้วย และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นได้รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
"
13:21
เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย และตรัสเป็นพยานว่า
"
เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเราไว้
"
13:22
เหล่าสาวกจึงมองหน้ากัน และสงสัยว่าคนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือผู้ใด
13:23
ที่สำรับมีสาวกคนหนึ่งที่พระองค์ทรงรัก ได้เอนกายอยู่ใกล้พระทรวงของพระองค์
13:24
ซีโมนเปโตรจึงพยักหน้าให้เขาทูลถามพระองค์ว่า คนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือผู้ใด
13:25
ขณะที่ยังเอนกายอยู่ใกล้พระทรวงของพระองค์ สาวกคนนั้นก็ทูลถามพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า คนนั้นคือใคร
"
13:26
พระองค์ตรัสตอบว่า
"
คนนั้นคือผู้ที่เราจะเอาอาหารนี้จิ้มแล้วยื่นให้
"
เมื่อพระองค์ทรงเอาอาหารนั้นจิ้มแล้วก็ทรงยื่นให้แก่ยูดาสบุตรซีโมนอิสคาริโอท
13:27
เมื่อยูดาสรับประทานอาหารนั้นแล้ว ซาตาน
{
ชื่อหนึ่งของมาร หมายความว่า ผู้ขัดขวาง
(
ปฏิปักษ์
)}
ก็เข้าสิงในใจเขา พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า
"
ท่านจะทำอะไร ก็จงทำเร็วๆเถิด
"
13:28
ไม่มีผู้ใดในบรรดาผู้ที่เอนกายร่วมสำรับเข้าใจว่า เหตุใดพระองค์จึงตรัสกับเขาเช่นนั้น
13:29
บางคนคิดว่า เพราะยูดาสถือกล่องเก็บเงินพระองค์จึงตรัสบอกเขาว่า
"
จงไปซื้อสิ่งที่เราต้องการสำหรับงานเทศกาลนี้
"
หรือตรัสบอกเขาว่า เขาควรจะให้ทานแก่คนจนบ้าง
13:30
ดังนั้นเมื่อยูดาสรับอาหารชิ้นนั้นแล้วเขาก็ออกไปทันที ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน
13:31
เมื่อเขาออกไปแล้ว พระเยซูจึงตรัสว่า
"
บัดนี้บุตรมนุษย์ได้รับเกียรติแล้ว และพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะบุตรมนุษย์
13:32
ถ้าพระเจ้าได้รับเกียรติเพราะพระองค์ท่าน พระเจ้าก็จะทรงประทานให้พระองค์ท่านมีเกียรติในพระองค์ท่านเอง และพระเจ้าจะทรงให้มีเกียรติเดี๋ยวนี้
13:33
ลูกเอ๋ย เรายังจะอยู่กับเจ้าทั้งหลาย อีกขณะหนึ่งเจ้าจะเสาะหาเรา และดังที่เราได้พูดกับพวกยิวแล้ว บัดนี้เราจะพูดกับเจ้าคือ
"
ที่เราไปนั้นเจ้าทั้งหลายไปไม่ได้
"
13:34
เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
13:35
ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา
"
13:36
ซีโมนเปโตร ทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน
"
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้แต่ภายหลังท่านจะตามไป
"
13:37
เปโตรทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า เหตุใดข้าพระองค์จึงตามพระองค์ไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์
"
13:38
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ท่านจะสละชีวิตของท่านเพื่อเราหรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่าก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง
"
14:1 "
อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า
{
หรือ จงวางใจในพระเจ้า
}
จงวางใจในเราด้วย
14:2
ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย
14:3
เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย
14:4
และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น
"
14:5
โธมัสทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร
"
14:6
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
14:7
ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์
"
14:8
ฟีลิปทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว
"
14:9
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า
"
ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น
"
14:10
ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เรามิได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์
14:11
จงเชื่อเราเถิดว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา หรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด
14:12 "
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา
14:13
สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร
14:14
สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเราเราจะกระทำสิ่งนั้น
14:15 "
ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา
14:16
เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป
14:17
คือพระวิญญาณแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน
14:18 "
เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว เราจะมาหาท่าน
14:19
อีกหน่อยหนึ่งโลกก็จะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเราดำรงอยู่ ท่านทั้งหลายก็จะดำรงอยู่ด้วย
14:20
ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในท่าน
14:21
ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา
"
14:22
ยูดาส
(
มิใช่อิสคาริโอท
)
ทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า เหตุใดพระองค์จึงจะสำแดงพระองค์แก่พวกข้าพระองค์ แต่ไม่ทรงสำแดงแก่โลก
"
14:23
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า
"
ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา
14:24
ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
14:25 "
เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรายังอยู่กับท่าน
14:26
แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว
14:27
เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย
14:28
ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า
"
เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่าน
"
ถ้าท่านรักเรา ท่านก็จะชื่นชมยินดีที่เราไปหาพระบิดา เพราะพระบิดาทรงเป็นใหญ่กว่าเรา
14:29
และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลาย ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ
14:30
แต่นี้ไปเราจะไม่สนทนากับท่านทั้งหลายนานเช่นนี้อีก เพราะว่าเจ้าโลกจะมา ผู้นั้นไม่มีสิทธิอำนาจอะไรเหนือเรา
14:31
แต่เราได้กระทำตามที่พระบิดาได้ทรงบัญชาเรา เพื่อโลกจะได้รู้ว่าเรารักพระบิดา จงลุกขึ้น ให้เราทั้งหลายไปกันเถิด
15:1 "
เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา
15:2
แขนงทุกแขนงในเรา ที่ไม่ออกผลพระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น
15:3
ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน
15:4
จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น
15:5
เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
15:6
ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ
15:7
ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น
15:8
พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านก็เป็นสาวกของเรา
15:9
พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา
15:10
ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์
15:11
นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเรา ดำรงอยู่ในท่านและให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม
15:12 "
พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน
15:13
ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน
15:14
ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา
15:15
เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
15:16
ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
15:17
สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน
15:18 "
ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ว่าโลกได้เกลียดชังเราก่อน
15:19
ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน
15:20
จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้วว่า
"
บ่าวมิได้เป็นใหญ่กว่านาย
"
ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามคำของเรา เขาก็จะปฏิบัติตามคำของท่านทั้งหลายด้วย
15:21
แต่ทุกสิ่งที่เขาจะกระทำแก่พวกท่านนั้นก็เพราะนามของเรา เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
15:22
ถ้าเราไม่ได้มาสั่งสอนเขา เขาก็คงจะไม่มีบาป แต่บัดนี้ เขาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา
15:23
ผู้ที่เกลียดชังเรา ก็เกลียดชังพระบิดาของเราด้วย
15:24
ถ้าณท่ามกลางพวกเขา เรามิได้กระทำสิ่งซึ่งไม่มีผู้อื่นได้กระทำเลย พวกเขาก็จะไม่มีบาป แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ได้เห็น และเกลียดชังทั้งตัวเราและพระบิดาของเรา
15:25
ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เป็นจริงตามที่เขียนไว้ในพระธรรมของเขาที่ว่า เขาได้เกลียดชังเราโดยไม่มีสาเหตุ
15:26
แต่เมื่อองค์พระผู้ช่วยที่เราจะใช้มาจากพระบิดาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา
15:27
และท่านทั้งหลายก็จะเป็นพยานด้วย เพราะว่าท่านได้อยู่กับเราตั้งแต่แรกแล้ว
16:1 "
เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย ก็เพื่อไม่ให้ท่านท้อถอย
16:2
เขาจะอเปหิท่านเสียจากธรรมศาลา แท้จริงวันหนึ่งทุกคนที่ประหารชีวิตของท่าน จะคิดว่าเขาทำการนั้นเป็นการปฏิบัติพระเจ้า
16:3
เขาจะกระทำดังนั้นเพราะเขาไม่รู้จักพระบิดา และไม่รู้จักเรา
16:4
แต่ที่เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังก็เพื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ท่านจะได้ระลึกว่าเราได้บอกท่านไว้แล้ว
"
เรามิได้บอกเรื่องนี้แก่ท่านทั้งหลายแต่แรก เพราะว่าเรายังอยู่กับท่าน
16:5
แต่บัดนี้เรากำลังจะไปหาพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และไม่มีใครในพวกท่านถามเราว่า
"
พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน
"
16:6
แต่เพราะเราได้บอกเรื่องนี้แก่พวกท่าน จิตใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์โศก
16:7
อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน
16:8
เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา
16:9
ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา
16:10
ในเรื่องความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดา และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก
16:11
ในเรื่องการพิพากษานั้น คือ เพราะเจ้าโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว
16:12 "
เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้
16:13
เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัส สิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น
16:14
พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย
16:15
ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย
16:16 "
อีกหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา
"
16:17
สาวกบางคนของพระองค์พูดกันว่า
"
ที่พระองค์ตรัสกับเราว่า
"
อีกหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา
"
และ
"
เพราะเราไปถึงพระบิดา
"
เหล่านี้หมายความว่าอะไร
"
16:18
เขาพูดกันว่า
"'
อีกหน่อย
'
นั้นหมายความว่าอะไร เราไม่ทราบว่า
'
อีกหน่อย
'
ที่พระองค์ตรัสนั้น หมายความว่าอะไร
"
16:19
พระเยซูทรงทราบว่า เขาอยากทูลถามพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า
"
ท่านทั้งหลายถามกันอยู่หรือว่า เราหมายความว่าอะไรที่พูดว่า
"
อีกหน่อยท่านก็จะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา
"
16:20
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี ท่านทั้งหลายจะทุกข์โศก แต่ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี
16:21
เมื่อผู้หญิงจะคลอดบุตรนางก็มีแต่ความทุกข์ เพราะถึงกำหนดแล้ว แต่เมื่อคลอดบุตรแล้ว นางก็ไม่คิดถึงความเจ็บปวดนั้นเลย เพราะมีความชื่นชมยินดี ที่คนหนึ่งเกิดมาในโลก
16:22
ฉันใดก็ดี ขณะนี้ท่านทั้งหลายมีความทุกข์ แต่เราจะมาหาท่านอีก และใจท่านจะชื่นชมยินดี และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้
16:23
ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดา พระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่านในนามของเรา
16:24
แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม
16:25 "
เราพูดเรื่องนี้กับท่านเป็นคำอรรถ วันหนึ่งเราจะไม่พูดกับท่านเป็นคำอรรถอีก แต่จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง
16:26
ในวันนั้นพวกท่านจะทูลขอในนามของเรา และเราจะไม่บอกท่านว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเพื่อท่าน
16:27
เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักท่านทั้งหลาย เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระบิดา
16:28
เรามาจากพระบิดาและได้เข้ามาในโลกแล้ว เราจะจากโลกนี้ไปถึงพระบิดาอีก
"
16:29
เหล่าสาวกของพระองค์ ทูลว่า
"
นี่แน่ะ บัดนี้พระองค์ตรัสอย่างแจ่มแจ้งแล้ว มิได้ตรัสเป็นคำอรรถ
16:30
เดี๋ยวนี้พวกข้าพระองค์รู้แน่ว่า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง และไม่จำเป็นที่ผู้ใดจะทูลถามพระองค์อีก ด้วยเหตุนี้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงมาจากพระเจ้า
"
16:31
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายเชื่อแล้วหรือ
16:32
ดูเถิด เวลาจะมา และเวลานั้นก็ถึงแล้ว ที่ท่านจะต้องกระจัดกระจายไปยังที่อยู่ของท่านทุกคน และจะทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว แต่เราหาได้อยู่ผู้เดียวไม่ เพราะพระบิดาทรงสถิตอยู่กับเรา
16:33
เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว
"
17:1
เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นดูฟ้าและตรัสว่า
"
พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายเกียรติแด่พระองค์
17:2
ดังที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้พระบุตรมีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อให้พระบุตรประทานชีวิตนิรันดร์แก่คนที่พระองค์ทรงมอบแก่พระบุตรนั้น
17:3
และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา
17:4
ข้าพระองค์ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว
17:5
บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา
17:6 "
ข้าพระองค์ได้สำแดงพระนามของพระองค์ แก่คนทั้งหลายที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์จากมวลมนุษย์โลก คนเหล่านั้นเป็นของพระองค์แล้ว และพระองค์ได้ประทานเขาให้แก่ข้าพระองค์ และเขาได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว
17:7
บัดนี้เขาทั้งหลายรู้ว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์
17:8
เพราะว่าพระดำรัสที่พระองค์ตรัสประทานให้แก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้ให้เขาแล้ว และเขาได้รับไว้ และเขารู้แน่ว่าข้าพระองค์มาจากพระองค์ และเขาเชื่อแล้วว่าพระองค์ได้ทรงใช้ข้าพระองค์มา
17:9
ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อเขา ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อโลก แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์
17:10
ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น
17:11
บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีกแต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์
17:12
เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้ และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม
17:13
แต่บัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าพระองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อให้เขาได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม
17:14
ข้าพระองค์ได้มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่เขาแล้ว และโลกนี้ได้เกลียดชังเขา เพราะเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก
17:15
ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก แต่ขอปกป้องเขาไว้ ให้พ้นจากมารร้าย
17:16
เขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก
17:17
ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง
17:18
พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด ข้าพระองค์ก็ใช้เขาไปในโลกฉันนั้น
17:19
ข้าพระองค์ชำระตัวถวายเพราะเห็นแก่เขา เพื่อให้เขารับการทรงชำระแต่งตั้งไว้โดยสัจจะด้วยเช่นกัน
17:20 "
ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อคนทั้งปวงที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา
17:21
เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา
17:22
เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น
17:23
ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์
17:24
พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้น ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ ในที่ซึ่งข้าพระองค์อยู่นั้น เพื่อเขาจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อนที่จะทรงสร้างโลก
17:25
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงธรรม โลกนี้ไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ และคนเหล่านี้รู้ว่า พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา
17:26
ข้าพระองค์ได้กระทำให้เขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะกระทำให้เขารู้อีก เพื่อความรักที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์ จะดำรงอยู่ในเขา ข้าพระองค์อยู่ในเขา
"
18:1
เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ได้เสด็จออกไปกับเหล่าสาวกของพระองค์ ข้ามห้วยขิดโรนไปยังสวนแห่งหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในสวนนั้นกับเหล่าสาวก
18:2
ยูดาสผู้ที่จะอายัดพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกเคยมาพบกันที่นั่นบ่อยๆ
18:3
ยูดาสก็พาพวกทหารกับเจ้าหน้าที่มาจากพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีถือโคมถือไต้ และเครื่องอาวุธไปที่นั่นด้วย
18:4
พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ พระองค์จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า
"
ท่านทั้งหลายมาหาใคร
"
18:5
เขาทูลตอบพระองค์ว่า
"
มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ
"
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เราคือผู้นั้นแหละ
"
ยูดาสผู้อายัดพระองค์ก็ยืนอยู่กับคนเหล่านั้น
18:6
เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
เราคือผู้นั้นแหละ
"
เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน
18:7
พระองค์ตรัสถามเขาอีกว่า
"
ท่านมาหาใคร
"
เขาทูลตอบว่า
"
มาหาเยซู ชาวนาซาเร็ธ
"
18:8
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
เราบอกท่านแล้วว่าเราคือผู้นั้น ถ้าท่านแสวงหาเราก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด
"
18:9
ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสซึ่งพระองค์ตรัสว่า
"
คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ไม่ได้เสียไปสักคนเดียว
"
18:10
ซีโมนเปโตรมีดาบจึงชักออก ฟันทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตผู้ประจำการถูกหูข้างขวาขาดไป ทาสคนนั้นชื่อมัลคัส
18:11
พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า
"
จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราจะไม่ดื่มถ้วย ซึ่งพระบิดาของเราประทานแก่เราหรือ
"
18:12
พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิว จึงจับพระเยซูมัดไว้
18:13
แล้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสผู้ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น
18:14
คายาฟาสผู้นี้แหละที่แนะนำพวกยิวว่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนพลเมืองทั้งหมด
18:15
ซีโมนเปโตร กับสาวกอีกคนหนึ่งได้ติดตามพระเยซูไป สาวกคนนั้นรู้จักกับมหาปุโรหิตผู้ประจำการ เขาได้เข้าไปกับพระเยซูถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต
18:16
แต่เปโตรยืนอยู่ข้างนอกริมประตู สาวกอีกคนหนึ่งนั้นที่รู้จักกับมหาปุโรหิตได้ออกไปพูดกับหญิงที่เฝ้าประตู แล้วก็พาเปโตรเข้าไป
18:17
ผู้หญิงคนที่เฝ้าประตูถามเปโตรว่า
"
ท่านเป็นพวกสาวกของคนนั้นด้วยหรือ
"
เขาตอบว่า
"
ไม่เป็น
"
18:18
พวกบ่าวกับเจ้าหน้าที่ก็ยืนอยู่ที่นั่น เอาถ่านมาก่อไฟเพราะอากาศหนาว แล้วก็ยืนผิงไฟกัน เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย
18:19
มหาปุโรหิตก็ได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์ และคำสอนของพระองค์
18:20
พระเยซูตรัสตอบท่านว่า
"
เราได้กล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลา และในบริเวณพระวิหาร ที่พวกยิวเคยชุมนุมกัน เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆเลย
18:21
ท่านถามเราทำไม จงถามผู้ที่ได้ฟังเราว่า เราได้พูดอะไรกับเขา เขารู้ว่าเราสอนอะไร
"
18:22
เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ที่นั่นได้ตบพระพักตร์พระเยซูแล้วพูดว่า
"
เจ้าตอบมหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือ
"
18:23
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
"
ถ้าเราพูดผิดจงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น แต่ถ้าเราพูดถูกท่านตบเราทำไม
"
18:24
อันนาสจึงให้พาพระเยซูซึ่งถูกมัดอยู่ไปหาคายาฟาส ผู้เป็นมหาปุโรหิตประจำการ
18:25
ขณะนั้นซีโมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนเหล่านั้นถามเปโตรว่า
"
เจ้าเป็นสาวกของคนนั้นด้วยหรือ
"
เปโตรปฏิเสธว่า
"
ไม่เป็น
"
18:26
ทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรฟันหูขาดก็ได้ถามว่า
"
ข้าเห็นเจ้ากับท่านผู้นั้นในสวนไม่ใช่หรือ
"
18:27
เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง และในทันใดนั้นไก่ก็ขัน
18:28
เขาก็ได้พาพระเยซูออกไปจากบ้านของคายาฟาส ไปยังศาลปรีโทเรียมเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในศาลปรีโทเรียม เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้
18:29
ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า
"
พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้
"
18:30
เขาตอบท่านว่า
"
ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน
"
18:31
ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า
"
พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด
"
พวกยิวจึงเรียนท่านว่า
"
การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย
"
18:32
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซู ซึ่งตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร
18:33
ปีลาตจึงเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และเรียกพระเยซูมาทูลถามว่า
"
ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ
"
18:34
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเองหรือ หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา
"
18:35
ปีลาตทูลตอบว่า
"
เราเป็นยิวหรือ ชนชาติของท่านเอง และพวกมหาปุโรหิตได้อายัดท่านไว้กับเรา ท่านทำผิดอะไร
"
18:36
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะได้ต่อสู้ไม่ให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเรามิได้มาจากโลกนี้
"
18:37
ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า
"
ถ้าเช่นนั้นท่านก็เป็นกษัตริย์น่ะซี
"
พระเยซูตรัสตอบว่า
"
ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา
"
18:38
ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า
"
สัจจะคืออะไร
"
เมื่อถามดังนั้นแล้วท่านก็ออกไปหาพวกยิวอีก และบอกเขาว่า
"
เราไม่เห็นคนนั้นมีความผิด
18:39
แต่พวกท่านมีธรรมเนียมให้เราปล่อยคนหนึ่งให้แก่ท่านในเทศกาลปัสกา ท่านจะให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวให้แก่ท่านหรือ
"
18:40
คนทั้งหลายจึงร้องขึ้นอีกว่า
"
อย่าปล่อยคนนี้ แต่จงปล่อยบารับบัส
"
บารับบัสเป็นโจร
19:1
ปีลาตจึงเอาพระเยซูไปให้โบยตี
19:2
และพวกทหารก็เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรของพระองค์ และให้พระองค์สวมเสื้อสีม่วง
19:3
แล้วเขาก็มาหาพระองค์ทูลว่า
"
ท่านกษัตริย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ
"
และเขาก็ตบพระพักตร์พระองค์
19:4
ปีลาตก็ออกไปอีกและกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า
"
ดูเถิด เราพาคนนี้ออกมามอบให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านรู้ว่าเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดสิ่งใดเลย
"
19:5
พระเยซูจึงเสด็จออกมาทรงมงกุฎทำด้วยหนามและทรงเสื้อสีม่วง ปีลาตจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า
"
คนนี้อย่างไรล่ะ
"
19:6
เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกเจ้าหน้าที่ได้เห็นพระองค์ เขาทั้งหลายร้องอึงว่า
"
ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย
"
ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า
"
พวกท่านเอาเขาไปตรึงเองเถิด เพราะเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดเลย
"
19:7
พวกยิวตอบท่านว่า
"
พวกเรามีกฎหมาย และตามกฎหมายนั้นเขาควรจะตาย เพราะเขาได้ตั้งตัวเป็นพระบุตรของพระเจ้า
"
19:8
ครั้นปีลาตได้ยินดังนั้นท่านก็ตกใจกลัวมากขึ้น
19:9
ท่านเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และทูลพระเยซูว่า
"
ท่านมาจากไหน
"
แต่พระเยซูมิได้ตรัสตอบประการใด
19:10
ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า
"
ท่านจะไม่พูดกับเราหรือ ท่านไม่รู้หรือว่าเรามีอำนาจที่จะปล่อยท่าน และมีอำนาจที่จะตรึงท่านที่กางเขนได้
"
19:11
พระเยซูตรัสตอบท่านว่า
"
ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่ได้ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้แก่ท่าน เหตุฉะนั้นผู้ที่อายัดเราไว้กับท่าน จึงมีความผิดมากกว่าท่าน
"
19:12
ตั้งแต่นั้นไป ปีลาตก็หาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ แต่พวกยิวร้องอึงว่า
"
ถ้าท่านปล่อยชายคนนี้ ท่านก็ไม่ใช่มิตรของซีซาร์ ทุกคนที่ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ก็เป็นปฏิปักษ์ต่อซีซาร์
"
19:13
เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้นท่านจึงพาพระเยซูออกมา แล้วนั่งบัลลังก์พิพากษาณที่เรียกว่า ลานปูศิลา ภาษาฮีบรูเรียกว่ากับบาธา
19:14
วันนั้นเป็นวันเตรียมปัสกา เวลาประมาณเที่ยง ท่านพูดกับพวกยิวว่า
"
นี่คือกษัตริย์ของท่านทั้งหลาย
"
19:15
เขาทั้งหลายร้องอึงว่า
"
เอาเขาไปเสีย เอาเขาไปเสีย ตรึงเขาเสียที่กางเขน
"
ปีลาตพูดกับเขาว่า
"
ท่านจะให้เราตรึงกษัตริย์ของท่านทั้งหลายที่กางเขนหรือ
"
พวกมหาปุโรหิตตอบว่า
"
เว้นแต่ซีซาร์แล้วเราไม่มีกษัตริย์
"
19:16
แล้วปีลาตก็มอบพระองค์ให้เขาพาไปตรึงที่กางเขน
19:17
เขาจึงพาพระเยซูไป และพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปยังที่ซึ่งเรียกว่า กะโหลกศีรษะ ภาษาฮีบรูเรียกว่า กลโกธา
19:18
ณที่นั้นเขาตรึงพระองค์ไว้ที่กางเขนกับคนอีกสองคน คนละข้างและพระเยซูทรงอยู่กลาง
19:19
ปีลาตให้เขียนป้ายติดไว้บนกางเขนอ่านว่า
"
เยซูชาวนาซาเร็ธกษัตริย์ของพวกยิว
"
19:20
พวกยิวเป็นอันมากได้อ่านป้ายนี้ เพราะที่ซึ่งเขาตรึงพระเยซูนั้นอยู่ใกล้กับกรุง และป้ายนั้นเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษาลาตินและภาษากรีก
19:21
ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิตของพวกยิวจึงเรียนปีลาตว่า
"
ขออย่าเขียนว่า
"
กษัตริย์ของพวกยิว
"
แต่ขอเขียนว่า
"
คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของพวกยิว
"
19:22
ปีลาตตอบว่า
"
สิ่งใดที่เราเขียนแล้ว ก็แล้วไป
"
19:23
ครั้นพวกทหารตรึงพระเยซูไว้ที่กางเขนแล้ว เขาทั้งหลายก็เอาฉลองพระองค์มาแบ่งออกเป็นสี่ส่วนให้ทหารคนละส่วน เว้นแต่ฉลองพระองค์ชั้นใน ฉลองพระองค์ชั้นในนั้นไม่มีตะเข็บ ทอตั้งแต่บนตลอดล่าง
19:24
เหตุฉะนั้นเขาจึงปรึกษากันว่า
"
เราอย่าฉีกแบ่งกันเลย แต่ให้เราจับฉลากกันจะได้รู้ว่าใครจะได้
"
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม ที่ว่า
"
เสื้อผ้าของข้าพระองค์ เขาก็แบ่งกัน ส่วนเสื้อของข้าพระองค์ เขาจับฉลากกัน
19:25
พวกทหารได้กระทำดังนี้ ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกางเขนของพระเยซูนั้น มีมารดาของพระองค์กับน้าสาวของพระองค์ มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ชาวมักดาลา
19:26
เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์ และสาวกคนที่พระองค์ทรงรักยืนอยู่ใกล้พระองค์ จึงตรัสกับมารดาของพระองค์ว่า
"
หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด
"
19:27
แล้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้นว่า
"
จงดูมารดาของท่านเถิด
"
ตั้งแต่เวลานั้นมาสาวกคนนั้นก็รับมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตน
19:28
หลังจากนั้น พระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อให้เป็นจริงตามพระธรรม พระองค์จึงตรัสว่า
"
เรากระหายน้ำ
"
19:29
มีภาชนะใส่น้ำส้มองุ่นวางอยู่ที่นั่น เขาจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำส้มองุ่นใส่ปลายไม้หุสบชูขึ้นให้ถึงพระโอษฐ์ของพระองค์
19:30
เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว พระองค์ตรัสว่า
"
สำเร็จแล้ว
"
และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์
19:31
วันนั้นเป็นวันเตรียม พวกยิวจึงขอให้ปีลาตทุบขาของผู้ที่ถูกตรึงให้หัก และให้เอาศพไปเสีย เพื่อไม่ให้ศพค้างอยู่ที่กางเขนในวันสะบาโต
(
เพราะวันสะบาโตนั้นเป็นวันใหญ่
)
19:32
ดังนั้น พวกทหารจึงมาทุบขาของคนที่หนึ่ง และขาของอีกคนหนึ่งที่ถูกตรึงอยู่กับพระองค์
19:33
แต่เมื่อเขามาถึงพระเยซู และเห็นว่า พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว เขาจึงมิได้ทุบขาของพระองค์
19:34
แต่ทหารคนหนึ่งเอาทวนแทงที่สีข้างของพระองค์ และโลหิตกับน้ำก็ไหลออกมาทันที
19:35
คนนั้นที่เห็นก็เป็นพยาน และคำพยานของเขาก็เป็นความจริง และเขาก็รู้ว่าเขาพูดความจริง เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ
19:36
เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม ซึ่งว่า
"
พระอัฐิของพระองค์จะไม่หักสักชิ้นเดียว
19:37
และมีข้อพระธรรมอีกข้อหนึ่งว่า
"
พวกเขาจะมองดูพระองค์ผู้ที่เขาได้แทง
19:38
หลังจากนี้โยเซฟชาวอาริมาเธียซึ่งเป็นสาวกลับๆ ของพระเยซู เพราะเขากลัวพวกยิว ก็ได้ขอพระศพพระเยซูจากปีลาต และปีลาตก็ยอมให้ โยเซฟจึงมาอัญเชิญพระศพพระองค์ไป
19:39
ฝ่ายนิโคเดมัส ซึ่งตอนแรกไปหาพระองค์ในเวลากลางคืนนั้นก็มาด้วย เขานำเครื่องหอมผสม คือมดยอบกับกฤษณาหนักประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมมาด้วย
19:40
เขาอัญเชิญพระศพพระเยซูลงมา เอาผ้าป่านกับเครื่องหอมพันพระศพนั้นตามธรรมเนียมฝังศพของพวกยิว
19:41
ในตำบลที่พระองค์ถูกตรึงที่กางเขนนั้นมีสวนแห่งหนึ่ง ในสวนนั้นมีอุโมงค์ฝังศพใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังศพผู้ใดเลย
19:42
เพราะวันนั้นเป็นวันเตรียมของพวกยิว และเพราะอุโมงค์นั้นอยู่ใกล้ เขาจึงบรรจุพระศพพระเยซูไว้ที่นั่น
20:1
วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว
20:2
นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้น และพูดกับเขาว่า
"
เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน
"
20:3
เปโตรจึงออกไปยังอุโมงค์กับสาวกคนนั้น
20:4
เขาวิ่งไปทั้งสองคน แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน
20:5
เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่ แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน
20:6
ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่
20:7
และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น แต่พับไว้ต่างหาก
20:8
แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย เขาได้เห็นและเชื่อ
20:9
เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย
20:10
แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน
20:11
ฝ่ายมารีย์ยังยืนร้องไห้อยู่นอกอุโมงค์ ขณะที่ร้องไห้อยู่เธอก้มลงมองดูที่อุโมงค์
20:12
และได้เห็นทูตสวรรค์สององค์สวมเสื้อขาวนั่งอยู่ ณที่ซึ่งเขาวางพระศพพระเยซู องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระเศียร องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระบาท
20:13
ทูตทั้งสองพูดกับมารีย์ว่า
"
หญิงเอ๋ยร้องไห้ทำไม
"
เธอตอบว่า
"
เพราะเขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว และข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน
"
20:14
เมื่อมารีย์พูดอย่างนั้นแล้ว ก็หันกลับมาและเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นองค์พระเยซู
20:15
พระเยซูตรัสถามว่า
"
หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม เจ้าตามหาผู้ใด
"
มารีย์สำคัญว่าพระองค์เป็นคนทำสวนจึงตอบว่า
"
นายเจ้าข้า ถ้าท่านเอาพระองค์ไป ขอบอกให้ดิฉันรู้ว่าเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน ดิฉันจะได้รับพระองค์ไป
"
20:16
พระเยซูตรัสกับเธอว่า
"
มารีย์เอ๋ย
"
มารีย์จึงหันมาทูลพระองค์เป็นภาษาฮีบรูว่า
"
รับโบนี
" (
ซึ่งแปลว่า อาจารย์
)
20:17
พระเยซูตรัสกับเธอว่า
"
อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้ เพราะเรายังมิได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา แต่จงไปหาพวกพี่น้องของเราและบอกเขาว่า เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย ไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย
"
20:18
มารีย์มักดาลาจึงไปบอกพวกสาวกว่า
"
ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว
"
และเธอได้บอกเขาทั้งหลายว่า พระองค์ได้ตรัสคำเหล่านั้นกับเธอ
20:19
ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่แล้ว เพราะกลัวพวกยิว พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่า
"
สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด
"
20:20
ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์ เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี
20:21
พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า
"
สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น
"
20:22
ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา ตรัสกับเขาว่า
"
จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด
20:23
ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น
"
20:24
ฝ่ายโธมัสที่เขาเรียกกันว่าแฝด ซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่งในสิบสองคนนั้น ไม่ได้อยู่กับพวกเขาเมื่อพระเยซูเสด็จมา
20:25
สาวกอื่นๆ จึงบอกโธมัสว่า
"
เราได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว
"
แต่โธมัสตอบเขาเหล่านั้นว่า
"
ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว ข้าจะไม่เชื่อเลย
"
20:26
ครั้นล่วงไปแปดวันแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีก และโธมัสก็อยู่กับพวกเขาด้วย ประตูปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา และตรัสว่า
"
สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด
"
20:27
แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า
"
จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงยื่นมือออกคลำที่สีข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลย จงเชื่อเถิด
"
20:28
โธมัสทูลพระองค์ว่า
"
องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์
"
20:29
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข
"
20:30
พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้
20:31
แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์
21:1
ต่อมาพระเยซูได้ทรงสำแดงพระองค์แก่เหล่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง ที่ทะเลทิเบเรียส พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างนี้
21:2
คือ ซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่าแฝด นาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์อีกสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน
21:3
ซีโมนเปโตรบอกเขาว่า
"
ข้าจะไปจับปลา
"
เขาทั้งหลายจึงพูดกับท่านว่า
"
เราจะไปด้วย
"
แล้วพวกเขาก็ออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย
21:4
ครั้นรุ่งเช้า พระเยซูประทับยืนอยู่ที่ฝั่ง แต่เหล่าสาวกไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู
21:5
พระเยซูตรัสถามเขาว่า
"
ลูกเอ๋ย มีปลาบ้างหรือเปล่า
"
เขาตอบว่า
"
ไม่มี
"
21:6
พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิดแล้วจะได้ปลาบ้าง
"
เขาจึงทอดอวนลงและได้ปลาเป็นอันมาก จนลากอวนขึ้นไม่ได้
21:7
สาวกคนที่พระเยซูทรงรักบอกเปโตรว่า
"
เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
"
เมื่อเปโตรได้ยินว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวมเพราะตัวเปล่าอยู่ แล้วก็กระโดดลงทะเล
21:8
แต่สาวกคนอื่นๆนั้น นั่งเรือมา และลากอวนที่ติดปลาเต็มนั้นมาด้วย เพราะเขาอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ไกลประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น
21:9
เมื่อเขาขึ้นมาบนฝั่งเขาก็เห็นถ่านติดไฟอยู่ มีปลาวางอยู่ข้างบน และมีขนมปัง
21:10
พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
เอาปลาที่ได้เมื่อกี้นี้มาบ้าง
"
21:11
ซีโมนเปโตรจึงลงไปในเรือแล้วลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่เต็ม มีหนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว ถึงมากอย่างนั้นอวนก็ไม่ขาด
21:12
พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า
"
มารับประทานอาหารกันเถิด
"
พวกสาวกไม่มีใครกล้าถามพระองค์ว่า
"
ท่านคือใคร
"
เพราะเขารู้อยู่ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
21:13
พระเยซูทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา และทรงหยิบปลาแจกด้วย
21:14
นี่เป็นครั้งที่สาม ที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์แก่พวกสาวก หลังจากที่ทรงให้พระองค์คืนพระชนม์แล้ว
21:15
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า
"
ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ
"
เขาทูลพระองค์ว่า
"
เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์
"
พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า
"
จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด
"
21:16
พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า
"
ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ
"
เขาทูลตอบพระองค์ว่า
"
เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์
"
พระองค์ตรัสกับเขาว่า
"
จงดูแลแกะของเราเถิด
"
21:17
พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า
"
ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ
"
เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า
"
เจ้ารักเราหรือ
"
เขาจึงทูลพระองค์ว่า
"
พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์
"
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
21:18
เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่มเจ้าคาดเอวของเจ้าเอง และเดินไปไหนๆตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะเหยียดมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า และพาเจ้าไปที่ที่เจ้าไม่ปรารถนาจะไป
"
21:19 (
ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร
)
ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า
"
จงตามเรามาเถิด
"
21:20
เปโตรเหลียวหลังเห็นสาวกคนที่พระองค์ทรงรักตามมา สาวกคนนั้นคือคนที่เอนตัวลงที่พระทรวงของพระองค์ เมื่อรับประทานอาหารอยู่นั้น และทูลถามว่า
"
พระองค์เจ้าข้า ผู้ที่จะอายัดพระองค์คือใคร
"
21:21
เมื่อเปโตรเห็นสาวกคนนั้นจึงทูลถามพระเยซูว่า
"
พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร
"
21:22
พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"
ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด
"
21:23
เหตุฉะนั้นคำที่ว่า สาวกคนนั้นจะไม่ตายจึงลือไปท่ามกลางพวกพี่น้อง พระเยซูมิได้ตรัสแก่เขาว่าสาวกคนนั้นจะไม่ตายแต่ตรัสว่า
"
ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า
"
21:24
สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ และเป็นผู้ที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง
21:25
มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่งข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น